ยินดีต้อนรับสู่ mazda3thailand.com บ้านของคนรัก Mazda3: Portal

Jump to content

ความเป็นมา ก่อนจะมี M3T หรือ Mazda3Thailand

User is offline  
kriteuro Icon
- 11-03-13 10:01 - 24 comments

หากตกหล่นอะไร ยังไง ช่วงไหน ท่านใดที่อยู่ในห้วงเวลานั้น ช่วยปะติดปะต่อให้ด้วยนะครับ

เริ่มเลยดีกว่า
ความเป็นมา ก่อนจะมี M3T หรือ Mazda3Thailand

แต่ก่อนนั้น พวกเรามีบ้านเดียว คือ บ้าน..นั้น. แต่ด้วยว่า จุดประสงค์ในการดำเนินความเป็นไปในเวบ มันไม่ตรงกันแล้วนั้น พวกเรากลุ่มแรกๆ จึงขอแยกตัวเออกมา ผมไม่ขอบอกว่าใคร แต่ก็คุ้นๆหน้ากันอยู่ที่เห็นในงานนี่หละครับ ขอไม่บอกสาเหตุยิบย่อย ส่วนเหตุผลคือความเป็นตัวตนของพวกเราที่สมาชิกทุกท่านได้เห็นเมื่อคืน พวกเราคือพวกเรา เราเข้ากันได้กับคนหลายฝ่ายหลากกลุ่ม แต่ก็ย่อมต้องเข้ากันไม่ได้กับคนบางกลุ่มและบางฝ่ายเช่นกัน

จุดประสงค์ของพวกเราคือ การดำเนินเวบ ไปด้วยความโปร่งใส ง่ายๆ เป็นกันเอง และไม่มีการหาผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น พวกเราไม่รับ ปักหมุดร้านค้าในบอร์ด และ ปล่อยให้การซื้อขายเป็นไปตามกฏ และ ครรลองธรรม ในการใช้เวบบอร์ดตามหลักสากลที่สุด เท่าที่จะเป็นได้ ในส่วนของ การดำเนินการเวบ นั้่น ล้วนมาจากปัจจัยที่เหลือจากการร่วมงานของสมาชิก+กันกับความเอื้อเฟื้อของรุ่นพี่อาวุโสหลายๆท่านที่ทยอยช่วยเหลือปัจจัยกันอยู่เรื่อยมา

ในส่วนของสปอนเซอร์ ในงานแต่ละครั้งนั้น ล้วนมาจากความสนิทชิดเชื้อ ไม่ว่าจะจากการเป็นลูกค้ากันมานาน หรือ เห็นหน้าค่าตากันมาในวงการตั้งแต่เด็กๆ พวกเราเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ กันปีละครั้ง เท่านั้น เราจึงไม่เคยที่จะได้รับความผิดหวังสักเท่าไรจากสปอนเซอร์ที่น่ารักทุกท่าน ทุกร้าน ทุกยี่ห้อที่ท่านได้เห็นกันในวันงาน

สตาฟ ทำไปแล้วได้อะไร บอกเลย ไม่ได้อะไรอย่างที่พี่คิมกล่าว เป็นอย่างนี้มาสี่ปีแล้ว และจะยังคงเป็นอย่างนี้ ต่อไป เพราะเราทำด้วยใจ เรามีความสุขที่ได้เห็นความสุขของคนอื่นอีกที เท่านี้เราก็สบายใจแล้ว ความสุขของคน มาได้หลายอย่าง ปัจจัยนอกกาย และ ความสุขในใจ คงไม่ต้องถามว่าความสุขของพวกเราเป็นแบบไหน

เกริ่นยาวไปมั้ย..สงสัย ติดมาจากไอ่เก่ง แซยิ..เก่ง บิดสโตน..เก่ง ยาง..

เราขยับขยายตัวออกมาก็ปลายปี09-10 คาบเกี่ยว ส่วนตัวผมเข้ามาก็ปี 08นิดๆจากบ้านนู้น ก็ตั้งแต่ซื้อรถมา เริ่มจากเข้ามาถ่ายรูปเล่น ทั่วไป จนมาได้เป็นสตาฟ ในยุคของพี่หนุ่ม พี่ซิม และ จวบจนบัดนี้.

การเกิดของเพจ และ กรุ๊ป ในเฟส ก็ช่วงนี้นั่นเอง จากคนหลักสิบคน จวบจนมาได้หลัก 1000 มีเข้ามา และ มีออกไป เรายึดหลักการเดียวในการทำกิจกรรม ทั้งบอกร์ด เพจ และ กรุ๊ป คือตามจุดประสงค์หลักนั่นเอง ทำให้พวกเราอยู่รอดกันมาได้ แม้นจะมีเหตุการหลายๆอย่างที่เข้ามาสั่นคลอนความสัมพันธ์ หรือ คอยเตะตัดขาเวบ เรามาในช่วงปี 10-11 ความไม่ลงรอยกันระหว่างสมาชิกอาวุโสบางท่าน ที่เห็นผิดเป็นชอบ ความสุดโต่งในความที่อยากจะเป็นตัวของตัวเอง และในที่สุดเรื่องที่ไม่อยากจะให้เกิดก็เกิด ช่วงหลุมอากาศของเวบ ยังคงอยู่สัก2-3เดือน เกือบทำให้พวกเราแตกกัน แต่ด้วยความเข้าใจและการใช้เหตุผลให้มากเท่าที่จะทำได้ ก็ทำให้เรารอดมาได้ และกลับมาบูมอีกครั้งด้วยความหล่อของประธานซิม ที่ผมคิดว่าน่าจะหล่อที่สุดในประเทศละหากนับๆประธานคลับรถซิ่งทั้งหลาย..555

แล้วเขาก็มาจุติ กับความร้อนแรงชนิด รายวัน พ่อหนุ่มฮิพฮอพ ผู้ชายที่ขาดหมวกไม่ได้ จนผมเองต้องยอมถอดหมวกผมโยนไว้ในรถ เพราะผมก็เป็นคนที่ติดหมวกมากเช่นกัน. วันแรกที่เจอกันที่ เค ผมคิดในใจ คนอะไรแม่งจะฮิพขนาดนี้วะ พูดเก่งชิบหายเลย ... วันนั้นรถผมออกอาการเลยไม่ได้เสวนากันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ ณ เวลานั้น เขาผุ้นี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก....กับการอัพเดทของแต่งรายอาทิตย์ แทบจะรายวันกันเลยทีเดียว mid2011 จุติ เทพคิม ค้ำทอง.

ด้วยความกระตือรือล้น และ ความเข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย ของ พี่คิม ที่เข้าตาของสตาฟรุ่นก่อน จึงได้รับการเสนอให้เข้ามาร่วมทีมสตาฟ ...ในส่วนนี้ผมอาจจะพูดถึงน้อย..เพราะช่วงนี้เมียท้องครับ 555... และผมเองก็หายไปจากเวบช่วงนึงด้วยเหตุผลนี้แหละ ฉนั้นเรา warp speed มางานสี่ปีเลยละกัน

ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีเหตุการหลายอย่าง ที่ทำให้พวกเราได้แสดงความเห้นต่างๆนานาๆ และได้ช่วยเหลือกัน แม้นว่าบางคนนั้นจะยังไม่เคยพบ เจอ หรือเห็นหน้ากันมาก่อนในชีวิตจริง ณ เวลาที่เหตุการนั้นเกิดขึ้นก็ตาม เราก็ช่วยกันด้วยความจริงใจ และเป็นอย่างนี้เสมอมา จะยังคงเป็นเสมอไป

จากเมื่อคืนนี้ หลายๆท่านก็ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกัน บางท่านครั้งที่สอง สาม บางท่านครั้่งแรก โดยเฉพาะสมาชิก 3ใหม่ทั้งหลาย น่าจะเป็นครั้งที่1ไม่ก็2 ท่านจะสามารถสังเกตุได้ว่า คนเยอะขึ้น ปีแรกๆ เราว่ากันหลัก10 30 50 80 120 ปีนี้เยอะขึ้นมาก พี่ๆหลายท่าน พากันมาทั้งครอบครัวเลย น่ารักมากๆ อบอุ่นมากๆ ผมอยากให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ บ้านนี้จะยังคงอบอุ่นแบบนี้เสมอไป
Read 9,628 times - last comment by white_mazda3   Icon   Icon

ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเบรก จานขยาย คาลิเปอร์ ผ้าเบรก และยาง

User is offline  
anariel Icon
- 05-24-13 15:06 - 8 comments

ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเบรก จานขยาย คาลิเปอร์ ผ้าเบรก และยาง

จริงๆผมตั้งใจจะเขียนมานานแล้วหละครับ แต่พูดตรงๆและเรื่องจริงเลยคือ เคยแนะนำหลายคน แต่ผมไม่ใช้คนที่หลายๆท่านรู้จัก ไปมีตติ้งบ้างไม่ไปบ้าง ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในคลับด้วย บางทีแนะนำไปรู้สึกได้ว่า ไม่เชื่อ เหมือนไม่มีน้ำหนัก บางครั้งก็เหมือนกับไปห้ามคนกำลังมีไฟแต่งรถ กลายเป็นว่าเราทำไม่ดีทั้งๆที่เราบอกความจริงไปเพราะหวังดี

ถึงกระนั้นผมก็ขอเอาความรู้มาแบ่งเพื่อนๆพี่ๆน้องหลายๆท่าน เผื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผมเขียนเองนะ จากความรู้เท่าที่มี ผิดถูกประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย


1.จานเบรกขยายดีกว่าจานเบรกเดิม
เป็นความเข้าใจที่ฝังรากลึกลงไปในใจหลายท่าน ว่าการเปลี่ยนจานเบรกขยายทำให้รถเบรกดีกว่าเดิม
เป็นความจริงที่การเพิ่มขนาดจาน ทำให้ใช้แรงเบรกน้อยลงอันเนื่องมาจากระยะจากจุดที่ผ้าเบรกกระทำกับจุดศูนย์กลางล้อมีระยะมากขึ้น (สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญฟิสิกส์ คงเข้าใจได้ไม่ยากใช่ไหมครับ เมื่อโมเมนต์อาร์มมากขึ้น เมื่อต้องการโมเมนต์เท่าเดิม เราก็ใช้แรงน้อยลง) เป็นหลักการที่ใช้กันทั่วไปในเรื่องคาน หรือที่เราคุ้นเคยกันมากๆก็ กรรไกร ไขควง นั่นหละครับ หลักการเดียวกัน
แต่ความเป็นจริงอีกข้อนั่นก็คือ แรงจากรถยนต์มีขนาดเท่าเดิม ตราบใดก็ตามที่คุณยังเร่งรถมาเต็มกำลังเครื่องยนต์ และยังสามารถเบรกอย่างหนักหน่วงจน ABS ทำงานได้(พื้นเรียบนะครับ ไม่เอาพื้นขรุขระ) นั้นหมายความว่า เบรกของคุณมีกำลังมากเกินพอที่จะหยุดล้อ จนทำให้ล้อเกิดการล็อค ในขณะที่รถยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

แวะมาอธิบายเรื่อง ABS กันหน่อย เป็นที่รับรู้กันว่า แรงเสียดทานสถิต(หยุดนิ่งก่อนการเคลื่อนที่) มีค่าสูงกว่าแรงเสียดทานจลน์(เคลื่อนที่) นั่นแปลว่า เมื่อรถเรากำลังอยู่ในสภาวะสไลด์(ไถลนั่นหละ) รถเราจะเบรกด้วยแรงเสียดทานที่มีค่าน้อยลง ABS จึงต้องทำงาน เพื่อขัดขวาการเหยียบเบรกที่ได้ประโยชน์น้อยกว่าของเท้าเรา ด้วยการเบรกและไม่เบรกสลับกันไป (น่าจะประมาณ60ครั้งต่อ1วินาที ผมจำเลขไม่ค่อยได้) ซึ่งจากการทดสอบ พบว่าการทำเช่นนี้ จะทำให้การเบรกมีค่าใกล้เคียงกับภาวะของแรงเสียดทาสถิตย์(ผมว่ามันไม่ใกล้เคียงหรอก แต่มันดีกว่าการปล่อยรถสไลด์ไปเองแน่นอน) นอกจากนี้ ผลพลอยได้อีกข้อหนึ่งก็คือการควบคุมรถขณะเบรก เมื่อ ABS ทำงาน รถจะถูกเปลี่ยนกลับมาสู่ภาวะ ไม่ไถล หมายความว่า รถจะยังคงวิ่งไปในทิศทางที่ล้อหน้ากำหนด และ ABS จะไม่ถูกใช้งานเมื่อไม่เกิดสภาวะดังกล่าว ดังนั้น ท่านใดคิดว่าการมี ABS ไม่ดี ต้องเข้าใจใหม่นะครับ
สำหรับท่านที่สงสัยว่า ถ้า ABS จับปล่อยๆ มันจะทำให้ช่วงจังหวะที่ปล่อย มันคือไม่เบรกไม่ใช่หรอ รถก็ควรจะเบรกได้น้อยลง ผมอธิบายอย่างนี้ครับ จุดสำคัญมันอยู่ที่ จำนวนครั้งในการ เบรกและปล่อยเบรก ของ ABS ซึ่งเขามีการวิจัยแล้วหละครับ ว่าเท่านี้พอดีที่สุดที่จะไม่ทำให้เบรกแย่กว่าเดิมแน่นอน (เช่น ถ้าจับ-ปล่อย 20ครั้งต่อวินาที จะเบรกแย่ลงกว่าเดิม แต่ถ้า จับ-ปล่อย 120 ครั้งต่อวินาที รถอาจจะไถลเหมือนเดิม ควบคุมทิศทางไม่ได้ ทดลองไปทดลองมา 60ครั้งต่อวินาทีดีที่สุด ทำนองนี้) เพราะแรงเสียดทานจลน์กับสถิต มันมีช่องว่าความห่างอยู่ครับ ของแค่ให้มันอยู่ระหว่างช่วงว่างนั้นได้ ก็จะเบรกได้ดีกว่าการปล่อยให้รถไถลแล้วครับ


ดังนั้น ถ้าคุณขับด้วยความเร่งเต็มกำลังเครื่องแล้ว ABS มันยังคงทำงานได้ บอกเลยครับว่า แรงเบรกเกินพอ
คำถามที่มักจะตามมาก็เนื่องมาจากว่า ทุกคนที่เปลี่ยนจานขยายมา พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รถเบรกดีขึ้น คำพูดนี้อธิบายได้ด้วยพฤติกรรมการเบรกครับ เพราะเราเบรกเท้าเท่าเดิมที่เคยเป็นมา แต่ระยะจากจุดกลางล้อมาถึงผ้าเบรกมันมากขึ้น เท่ากับเราได้โมเมนต์มากกว่าเดิม ดังนั้น เราจึงรู้สึกว่ามันเบรกดีกว่าเดิม เท่านั้นเองครับ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ยกตัวอย่าง(ตัวเลขสมมตินะครับ)
จานเดิม กดเท้า 50 ได้โมเมนต์ 50% ของจุดสูงสุดก่อนรถไถล
จานขยาย กดเท้า 50 ได้โมเมนต์ 70% ของจุดสูงสุดก่อนรถไถล
รถมันก็เบรกดีขึ้นสิครับ ก็เรากำลังใช้จุดที่สูงกว่า ทั้งๆที่เรากดเท้าเท่าเดิม
แต่ถ้าลองมาดูตอนไถลบ้าง
จานเดิม กดเท้า 100 ได้โมเมนต์ 100% ของจุดสูงสุดก่อนรถไถล รถถึงจุดไถลพอดี
จานขยาย กดเท้า 70 ได้โมเมนต์ 100% ของจุดสูงสุดก่อนรถไถล รถถึงจุดไถลพอดี
ที่เหลือ 30% มันก็ไม่ต่างกัน เพราะมันถึงจะที่สูงที่สุดแล้ว ABS ทำงาน รถไม่สามารถเบรกด้วยค่าที่สูงกว่านั้นได้อีกแล้ว

จานขยาย มันทำให้การตอบสนองไว้ขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้ทำให้มีแรงเบรก(ที่สูงที่สุด)มากขึ้นกว่าเดิม ถ้ากดเท้าหนักกว่าเดิม มันก็แรงเบรกเท่ากัน
งั้นจานขยายไม่มีข้อดีหรอ คำตอบคือ มีครับ และมันทำให้เบรกได้ดีขึ้นจริงๆด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับแรงเบรกอย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งผมจะขอยกไปพูดพร้อมกันตอนเรื่อง คาลิเปอร์(ปั้มเบรก) และ ผ้าเบรกนะครับ


2.คาลิเปอร์ใหญ่ๆ เบรกดีกว่าเดิม
นี่ก็เป็นอีก1ความเข้าใจที่ฝังรากลึกเช่นเดียวกัน แต่ผมเชื่อว่าหลายๆท่านแม้จะเข้าใจถูกว่ามันทำให้เบรกดีกว่าเดิม แต่ก็เข้าใจผิดว่าเพราะอะไร
ก่อนอื่นผมจะขออธิบายเรื่องเข้าใจผิดกันก่อน ปั้มเบรกที่ใหญ่ ทำให้ได้แรงเบรกที่มาก เป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นอย่างมากครับ เพราะแรงเสียดทานถูกกำหนดที่ค่า สัมประสิทธิ์ กับแรงที่กดลงไปเท่านั้นเอง ไม่ได้สนใจพื้นที่แม้แต่น้อย(จริงๆก็สนใจแหละครับ แต่ถ้าพิสูจน์มา มันจะหักล้างกันเอง เพราะมันคือพื้นที่เดียวกัน) พูดง่ายๆว่า ปั๊มลูกเท่าหม้อ ก็ได้แรงเบรกเท่า เหรียญสิบ (แต่ไอที่ต่างกันคือวัสดุที่จะต้องเอามาใช้ทำ เดียวค่อยอธิบาย)

งั้นคาลิเปอร์ใหญ่ๆ มันดีอย่างไร
คำตอบนี้ต้องมาจากความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่า วัสดุเมื่อร้อนจัดๆ จะเสียคุณสมบัติบางอย่างไป ซึ่งแรงเสียดทานก็เป็นหนึ่งในนั้น พูดแบบนี้อาจจะงง แต่ถ้าพูดว่า เบรก เฟด ปุ๊บ หลายท่านอาจจะ อ๋อ ทันที
ถูกต้องแล้วครับ คาลิเปอร์ใหญ่ๆ โดยตัวมันเองไม่ได้ทำให้แรงเบรกสูงขึ้นเลย เพราะหม้อลมเบรกซึ่งเป็นตัวทดแรง มันเท่าเดิม แต่มันกระจายความร้อนได้ดีขึ้นกว่าเดิม มันจึงควบคุมแรงเสียดทานที่พร้อมใช้งานให้อยู่ในจุดที่สูงๆอยู่ตลอดเวลา และจุดนี้เองครับ ที่ผมค้างเอาไว้จากเรื่องจานเบรกขยาย จานเบรกขยาย มีรัศมีที่มากขึ้น พื้นที่สัมผัสมากขึ้น มันจึงระบายความร้อนได้ดีกว่า การสูญเสียแรงเสียดทานจากความร้อนจึงน้อยกว่าครับ นี่คือสาเหตุแรกอย่างแท้จริงครับที่ทำให้ทั้งจานขยายและคาลิเปอร์ ทำให้การเบรกดีกว่าเดิม ไม่ใช่การทำให้แรงเบรกสูงขึ้น แต่เพราะสามารถ คงระดับ แรงเบรกสูงสุดไว้ได้นานขึ้นต่างหาก
ถ้าคิดว่าการใส่คาลิเปอร์ใหญ่แล้วดีแค่นี้ ยังครับ มันยังมีอีกเหตุผล เป็นผลสืบเนื่อง ที่ไม่เกี่ยวกับตัวมันตรงๆ แต่คาลิเปอร์ใหญ่ๆ ยังมีอีก1จุดเด่นที่ทำให้มันเบรกดีกว่าเดิม นั่นคือ คุณภาพและขนาดผ้าเบรก!!


3.ผ้าเบรกเกรดดีๆ ผ้าเบรกโตที่อยู่กับคาลิเปอร์โตๆ
ผ้าเบรกคือจุดที่ผมคิดว่าสำคัญมาก (แน่นอนจะบอกว่าสำคัญกว่าปั้มเบรกหรือจานคงไม่ได้ เพราะทั้งระบบต้องมาด้วยกัน)
ผ้าเบรกคือจุดที่ทำให้การเบรกดีขึ้นโดยง่ายที่สุดในความคิดผม เพราะมันถูก 55+ หาซื้อง่าย 55+
ผ้าเบรกแต่ละตัวมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่างกัน ทำให้ผลจากการกดเท้าเบรกต่างกัน แต่ก็อีกแหละ ถามว่าแรงเบรกสูงขึ้นไหม ก็ตอบเลยว่า ที่เอามาใช้งาน ไม่สูงขึ้น มันจะสูงขึ้นได้ยังไง ในเมื่อ ยางกับพื้นถนนมันเหมือนเดิม (ต้องเข้าใจนะครับว่า แรงเบรกสูงขึ้นได้ แต่เราเอามาใช้งานไม่ได้เพราะจำกัดที่ยาง) ไม่ต่างกันเลยครับ ไม่ว่าจะจานเบรก คาลิเปอร์ ผ้าเบรก ไม่มีตัวไหนที่ทำให้เราใช้แรงเบรกได้มากขึ้น แต่ทุกตัว ทำให้เราใช้แรงเบรกสูงสุดได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ในกรณีผ้าเบรก ถ้าคาลิเปอร์เดิมๆ แต่เปลี่ยนผ้าเบรก เราคงเคยได้ยินกันว่า รับได้กี่องศา ก็ไอนั่นหละครับตัวสำคัญ มันหมายถึงว่า ผ้าเบรกนั้นทำให้คุณใช้แรงเบรกสูงสุดได้จนกว่ามันจะร้อนถึงแค่ไหน แล้วมันก็จะ เฟด แต่ไม่ว่าจะผ้าเบรกนั้นมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน 0.46 หรือ 0.49 มันก็ไม่สามารถเบรกได้ด้วยแรงที่เกินกว่า ล้อจะเกาะพื้นถนนได้หรอกครับ ไม่งั้นมันก็จะไถล แล้ว ABS ก็จะทำงาน ซึ่งก็จะเป็นการเบรกที่สุดที่สุดแล้ว
ทีนี้เรามาฟังกันต่อว่า คาลิเปอร์ที่พูดถึงเรื่องขนาดผ้าเบรก มันยังไง เรื่องของเรื่องก็คือว่า คาลิเปอร์ 8 พอต เนี่ย เห็นขนาดผ้าเบรกมันไหมครับ ใหญ่โตไปไหน 55+ ก็ใหญ่โตไปเพื่อระบายความร้อนยังไงหละครับ แล้วมันก็จะไปเข้ากับเหตุผลด้านบนๆที่เล่าๆมา
พอฟังมาถึงจุดนี้ หลายท่านอาจจะคิดว่า อะไรวะ มีแค่เรื่องความร้อนเนี่ยนะ ตอบว่า ไม่ใช่ครับ ไอความร้อนหน่ะ เกี่ยวแน่ๆ แต่มันยังมีอีกจุดหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับจานเบรก และผ้าเบรก (คาลิเปอร์ไม่ค่อยเกี่ยวมาก แต่มันทำให้ใช้จานใหญ่กับผ้าเบรกโตๆได้นี่สิ) นั่นก็คือ วิชาว่าด้วยเรื่องกำลังของวัสดุ คิดว่าผมจะเล่าเลยหรอ ไม่มีซะหละ ยกให้ไปอ่านเรื่องยางแทน 55+


4.ยางเทพๆ ยางหน้ากว้างๆ
หลายๆท่านอาจจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนยางทำให้รถเบรกได้ดีขึ้น ตอบว่า ถูกต้อง ทั้งในแง่ของคำว่าเบรกดีขึ้น และเบรกสั้นลง
บางคนที่ว่าหน้ายางกว้างๆทำให้เกาะถนนมากขึ้น เบรกดีขึ้น เบรกสั้นลง หรือแม้กระทั่งกินน้ำมันมากขึ้น ตอบว่า ถูกต้องแต่เหตุผลถูกหรือเปล่านี่สิ
ยางคือส่วนที่ผมให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันคือตัวกำหนดทุกๆอย่างตั้งแต่ขั้นเริ่มแรก ไปจนถึงขึ้นสุดท้าย
คำว่าขั้นเริ่มแรกหมายถึง คุณไม่สามารถเบรก เร่ง ได้มากกว่าที่ยางมันจะรับไหวหรอก ถ้ารถคุณแรงเยอะ เร่งไว ยางก็ไถล หรือที่เรียกว่าล้อฟรีนั่นหละ ถ้าเบรกคุณอภิมหาเทพเอาเบรก supercar มาใส่ คุณก็ไม่สามารถเบรกได้มากกว่ายางจะรับไหวนั่นหละ สรุปแล้ว ตั้งแต่ออกตัวจนจอด ยางมันกำหนดจุดสูงสุดไว้หมดเลย
ผมขอพูดเรื่องกำลังของวัสดุก่อน เพราะค้างมาจากด้านบน ผ้าเบรกและขนาดหน้ายาง มีปัญหาอยู่อีกจุดนอกจากความร้อนที่รู้ๆกันอยู่ นั่นคือแรงกระทำต่อพื้นที่ เมื่อแรงกระทำต่อพื้นที่มีสูงขึ้น จะทำให้วัสดุเสียรูปถาวะ และคุณสมบัติจะเพี้ยนไปจากเดิมทันที(เท่าที่ผมเห็นมามันแย่ลงนะ) การเพิ่มขนาดวัสดุ ก็คือการเพิ่มพื้นที่รับแรง ทำให้แรงต่อพื้นที่มันน้องลง ทำให้การเสียรูปเกิดได้ยากขึ้น ทำให้วัสดุคงความสามารถสูงสุดไว้ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ยางกว้างๆเกาะถนนดีกว่า(ไม่นับเวลาเจอน้ำที่ยาวกว้างๆอาจจะรีดน้ำไม่ทันนะ) และเป็นเหตุผลที่ผ้าเบรกขนาดใหญ่ดีกว่า

หลายๆท่านเข้าใจว่ายางที่หน้ากว้างๆ ทำให้มีแรงต้านมากขึ้น ต้องบอกว่า ไม่จริง เพราะแรงเสียดทานมีเท่าเดิมตราบเท่าที่ ยางนั้นเป็นชนิดเดียวกันและน้ำหนักที่กดลงเท่ากัน แต่ยางที่หน้าแคบกว่า จะรับแรงกันทำต่อพื้นที่สูงกว่า ทำให้มันเสียรูป พอเสียรูป เดิมที่มันอาจจะเคยเกาะถนน 100% ก็อาจจะตกลงมาเหลือ 80-90% (หรือเท่าไรผมก็ไม่มีข้อมูลตัวเลข)

เช่นเดียวกันกับผ้าเบรก ถ้าเกิดผ้าเบรกรถsupercarมีขนานเท่ามาสด้า3 ลองคิดสภาพ เร่งมาเต็มแรง พอกระทืบเบรกที ผ้าเบรกทนแรงไม่ไหว เสียความสามารถในการจับจาน หรือถ้าแย่สุดๆอาจจะหัก แตกเลยก็ได้ (ซึ่งวิธีการแก้ไขก็คือใช้ผ้าเบรกให้โตๆหรือใช้วัสดุผ้าเบรกที่ดีขึ้น)
ยางกว้างกินน้ำมัน จริง แต่มันจริงเพราะน้ำหนักยางที่มากขึ้น ไม่ได้จริงเพราะแรงเสียดทานที่หน้ายางมากขึ้น แรงเสียดทานเท่าเดิมนะครับ


สรุปนะครับ
1.จานขยายใหญ่ๆ
- แรงที่จะเบรกรถ สูงขึ้นจริงในแง่ทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ แรงเบรกไม่สูงขึ้นเพราะลิมิตอยู่ที่ยางรถ ไม่สามารถให้แรงเบรกได้สูงเกินกว่ายางรถจะรับได้ครับ
- เบรกเท่าเดิมแต่ได้โมเมนต์สูงกว่าเดิม จึงตอบสนองการกดเท้าเราเร็วขึ้น จึงเหมือนว่าเบรกดีขึ้น (แต่โมเมนต์สูงสุดยังเท่าเดิมเพราะยาง)
- ผิวสัมผัสมากขึ้น ระบายความร้อนได้ดีขึ้นและลดแรงต่อพื้นที่ทำให้ลดโอกาสเกิดการเฟด
- ลดระยะเบรกสั้นสุดไม่ได้ แต่ทำให้เบรกด้วยระยะที่สั้นที่สุดได้บ่อย

2.คาลิเปอร์โตๆ
- แรงที่จะเบรกรถ ไม่สูงขึ้น เพราะตัวคาลิเปอร์(แต่คาลิเปอร์โตๆมันมากับจานใหญ่ๆผ้าเบรกดีๆโตๆ) และแรงเบรกยังมีลิมิตอยู่ที่ยางรถ ไม่สามารถให้แรงเบรกได้สูงเกินกว่ายางรถจะรับได้เช่นกันครับ
- ผิวสัมผัสมากขึ้น ระบายความร้อนได้ดีขึ้น(นำความร้อนจากผ้าเบรกออกมาได้ไว)ทำให้ลดโอกาสเกิดการเฟด
- ลดระยะเบรกสั้นสุดไม่ได้ แต่ทำให้เบรกด้วยระยะที่สั้นที่สุดได้บ่อย
- สวยสาด 55+

3.ผ้าเบรกเกรดดีๆ หรือผ้าเบรกใหญ่ๆ
- ผ้าเบรกเกรดดี เบรกเท่าเดิมแต่ได้โมเมนต์สูงกว่าเดิม จึงตอบสนองการกดเท้าเราเร็วขึ้น จึงเหมือนว่าเบรกดีขึ้น (แต่โมเมนต์สูงสุดยังเท่าเดิมเพราะยาง)
- ผ้าเบรกเกรดดี แรงที่จะเบรกรถ สูงขึ้นจริงในแง่ทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ แรงเบรกไม่สูงขึ้นเพราะลิมิตอยู่ที่ยางรถ ไม่สามารถให้แรงเบรกได้สูงเกินกว่ายางรถจะรับได้ครับ
- ทั้งผ้าเบรกเกรดดีๆ และผ้าเบรกที่มีขนาดใหญ่ ทนความร้อนสูง(ถ้าขนาดใหญ่ด้วยก็จะระบายความร้อนไว) ทนต่อการเสียรูปมากกว่า จังลดโอกาส เฟด
- ลดระยะเบรกสั้นสุดไม่ได้ แต่ทำให้เบรกด้วยระยะที่สั้นที่สุดได้บ่อย

4.ยางดีๆ ยางหน้ากว้างๆ
- ยางดีๆทำให้เบรกได้ด้วยแรงเบรกที่สูงขึ้น จึงทำให้เบรกได้มากขึ้นจริง ลดระยะเบรกได้จริง
- ยางหน้ากว้างกินน้ำมันขึ้นจริงเพราะน้ำหนักมากขึ้นต้องให้แรงมากขึ้นในการหมุน
- ยางหน้ากว้างไม่ได้ทำให้แรงเบรก แรงเร่งมีมากขึ้น(แรงมีเท่าที่เครื่องมันจะส่งผ่านระบบส่งกำลังมาจนถึงล้อเท่าเดิม) รวมทั้งไม่ได้มีแรงที่จะต้านการเร่ง(ล้อฟรี)ที่สูงขึ้น แต่มันทำให้แรงที่ต้านการล้อฟรี การเข้าโค้ง การเบรก เป็นการใช้ค่าที่สูงที่สุดได้ดีขึ้น(พูดง่ายๆว่า ถ้าเป็นการแข่งก็ จะทำเวลาที่ดีที่สุดได้ง่ายขึ้น เพราะใช้ค่าที่สูงสุดอยู่ตลอด)


ถ้าคุณรู้สึกว่ามีปัญหากับการเบรก และคุณเป็น
1.คนขับรถเร็ว และรวดเร็วมากในการเหยียบเบรก
- คุณไม่น่าจะมีปัญหา ตราบเท่าที่คุณยังคงเบรกได้เร็วพอเมื่อเทียบกับความเร็ว ความเร่ง ระยะทางให้เบรก แต่ถ้าคุณต้องการ ยางดีๆสักชุดน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะมันจะทำให้คุณเบรกได้ด้วยระยะที่สั้นลงกว่าเดิม จนกว่าคุณจะรู้สึกว่าคุณยังเบรกช้าไป
2.คนขับรถไม่เร็ว และเอื่อยเฉื่อยมักจะเบรกช้า ชอบไปจึ้กหยุดท้ายรถเข้าทุกที
- คุณไปเปลี่ยนผ้าเบรก เปลี่ยน จานขยาย หรือกระทั่งยางดีๆได้เลย คุณควรจะมีอุปกรณ์ที่เอามาชดเชยความช้าเป็นเต่า(เหยียบเบรก)ของคุณสักชิ้นสองชิ้นแล้วแต่คุณต้องการ แต่ผมว่า ผ้าเบรกน่าจะถูกที่สุดนะ
3.คนขี้กลัว รวดเร็วมากในการเหยียบเบรก แต่ขับรถช้า
- คุณควรจะคิดว่าคุณอยากแต่งรถหรือเปล่า ถ้าชอบอยากแต่ง ทำอะไรก็ทำไป ตามสบาย คุณคงไม่มีปัญหาหรอก
4.คนขับรถเร็ว แต่เอื่อยเฉื่อยมักจะเบรกช้า ชอบไปจึ้กหยุดท้ายรถเข้าทุกที
- คุณนี่น่าจะไม่รอดนะเนี่ย - -“ ถึงกระนั้น คุณก็ยังไปเปลี่ยนผ้าเบรก เปลี่ยน จานขยายได้ คุณควรจะมีอุปกรณ์ที่เอามาชดเชยความช้าเป็นเต่า(เหยียบเบรก)ของคุณสักสองชิ้นเป็นอย่างน้อย หรือจะเอายางด้วยก็ได้นะ แต่ยางแพงสุด จนกว่าคุณจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ 5
5.คนที่ขับรถชน
- ผมว่าคุณเปลี่ยนทั้งหมดนั่นหละ 55+ เพราะครั้งหน้าผมว่าคุณอาจจะไม่รอด

สุดท้ายนี้ ผมอยากกล่าวว่า ความรู้ก็ส่วนความรู้นะครับ ความสวยงามมันก็อีกเรื่อง ถ้าอยากใส่ให้มันสวยๆ แล้วรับได้กับเรื่อง ราคา จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเถอะครับ ไม่มีใครห้ามคุณ ผมพูดตรงๆ ผมก็ชอบคาลิเปอร์ใหญ่ๆ มันสวย(แต่แพงชะมัดเลยยย)

ปล.การเปลี่ยนระบบช่วงล่างใต้สปริงทำให้การกระเด้งของล้อมีมากขึ้น ทำให้การเกาะถนนตกลง จะแต่งกันยังไงก็วางแผนกันให้ดีนะครับ เบรกใหญ่ๆโตๆมาแล้ว โช็คอัพดีๆเอาไว้ดึงแรงดีดอย่าลืมแบกกลับมาด้วย
Read 10,124 times - last comment by Goddy   Icon   Icon

Wax และการดูแลรถ ฉบับพิเศษ By Papapy

User is offline  
PaPaPy Icon
- 03-17-13 01:06 - 29 comments

Wax และการดูแลรถ ฉบับพิเศษ By PaPaPy

สวัสดีครับผมชื่อกอล์ฟนะครับ หลังจากผมได้สะสมประกบการณ์เกี่ยวกับการดูแลรักษาความสวยงามของรถมานานพอสมควร วันนี้ผมก็อยากจะแชร์ให้พี่ๆเพื่อนๆชาวMazda3Thailandทุกคนครับ เพราะนอกจากการแต่งรถด้วยชุดแต่งราคาแพง หรืออุปกรณ์ตกแต่งต่างๆแล้ว สีรถก็เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของรถตอนแรกมองดูสวยงามมากขึ้นด้วยเช่นกันครับ

ก่อนอื่นมาพูดถึงการทำCar Detailingกันก่อนครับ

หลายๆคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องกระแดะเรียกคำว่า Car Detailing มันก็คือการล้างรถ?

- ตรงนี้ผมตอบให้ครับ การล้างรถมันคือการล้างสิ่งสกปรก ทำให้มองดูสะอาด หรือเอาคราาบต่างๆออกด้วยวิธีอะไรก็ตามซึ่งก็แล้วแต่ เพียงแต่การล้างรถธรรมดาไม่ได้คำนึงถึงขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะสเต็ปการล้างรถที่ดีหรือแม้กระทั่งการเลือกอุปกรณ์ และดูว่าจะส่งผลกระทบอะไรกับผิวสีหรือไม่
ส่วน Car Detailing ตรงตัวเลยคือการให้รายละเอียดและใส่ใจเรื่องของการดูแลผิวรถครับ นอกเหนือจากการล้างแล้วการดูแลอย่างถูกขั้นตอน รวมถึงใช้อุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับงาน ก็จะทำให้รถที่เราดูแลมีโอกาสเกิดรอยจากการดูแลทั่วไป เช่นรอยขนแมว รอยขีดข่วน ฯลฯ

ก่อนอื่นอยากจะแนะนำการล้างรถอย่างถูกต้องครับ

การล้างรถแบบบ้านๆนั้นจริงๆแล้วมีวิธีที่เรียบง่ายและให้ผลดีที่สุด คือการล้างแบบ2ถังครับ (เดี๋ยวไว้ผมทำภาพรีวิวให้ครับ)

ตัวอย่างจากเว็บฝรั่งครับ

Posted Image



ทำไมต้อง2ถัง?

- ถังน้ำที่จะจัดเตรียมไว้มี2แบบครับ 1.คือถังน้ำที่เราจะผสมแชมพูล้างรถไว้ครับ 2.ถังน้ำเปล่าเพื่อเอาถุงมือหรือฟองน้ำล้างรถซักลงไปในถังนี้เวลาที่เราสะสมคราบสกปรกจากการล้างมากๆครับ

อุปกรณ์เบื้องต้น
1.ถังน้ำ2ใบ
2.แชมพูล้างรถ
3.ฟองน้ำหรือถุงมือล้างรถ
4.น้ำ+สายยาง
5.ผ้าไมโครไฟเบอร์สำหรับเช็ดแห้ง ซัก3ผืน แยกบนล่าง

ซึ่งเบื้องต้นสำหรับรูปภาพ และคำอธิบายเกี่ยวกับอุปกรณ์ผมจะนำมาเสริมทีหลังครับ

เบสิคในการล้างแบบHome Use

1.เบื้องต้นควรฉีดน้ำไล่ไล่ฝุ่นทรายสิ่งสกรปกออกไปก่อนครับ ถ้าวิธีแบบบ้านๆคือเอาปลายนิ้วปิดปลายสายยางไว้นิดนึงเพื่อให้น้ำไหลแรงขึ้น หรืออาจจะใช้พวกหัวฉีดที่ขายตามโลตัสก็ได้ครับ
**ข้อแนะนำในการล้างคือควรไล่จากบนสุด ลงล่างสุดครับ เพื่อเป็นไม่ก่อให้เกิดการล้างซ้ำซ้อน เพราะถ้าเราล้างจากข้างบนฝุ่นทรายจะไหลลงชิ้นส่วนล่าง และเราควรล้างไล่ระดับต่อๆไปครับ หากล้างจากด้านล่างแล้วค่อยล้างด้านบน ฝุ่นทรายก็จะตกมาที่จุดเดิม ทำให้เสียเวลา

2.ลงแชมพู - ผสมน้ำในถัง1ใบ ใช้ถุงมือล้างรถจุ่มในถังแล้วไล่ล้างรถด้วยแชมพูครับ วิธีการเดียวกันคือการไล่บนไปล่าง ส่วนมากถ้าเป็นคนที่ซีเรียสกับการเกิดรอยมากๆจะใช้ถุงมือ2อัน เช็ดแยกบนล่างครับ (เมื่อรู้สึกว่าถุงมือสกปรกแนะนำให้เอาไปล้างฝุ่นออกในถังน้ำเปล่าครับ)

3.ล้างล้อ - ในกรณีนี้หากมีถุงมืออีกอันก็จะดีมากๆครับหรืออาจจะเป็นแปรงล้างล้อมีขายตามโลตัสครับ เพราะล้อและยางจะเป็นส่วนที่สกปรกมากๆ ใช้แชมพูที่เหลือจากการล้างตัวถังนี่แหละครับล้วงซอกเก็บให้หมด ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่มาก

4.ล้างแชมพูครับ - ก่อนอื่นเอานิ้วปิดรูสายยางให้น้ำแรง ไล่บนล่างเช่นเดิม ฉีดใส่ซอกให้หมดครับ

5.เอาน้ำไล่น้ำครับ หลักการง่ายๆคือเปิดน้ำเบาๆและฉีดซ้ำบนพื้นผิว ไล่จากบนลงล่างๆ เหตุผลเพราะน้ำแรงๆจะกระจายมากครับ เวลาล้างเสร็จน้ำจะเป็นละอองและเปียกบนพื้นผิวเยอะ แต่ถ้าเราเปิดน้ำเบาๆไล่ ละอองน้ำจะไม่กระจายบนพื้นผิวมาก รวมถึงน้ำเบาที่เปิดไล่จะช่วยให้เหลือน้ำบนรถหลังจากการล้างน้อยที่สุดครับ และมันจะทำให้เช็ดสบายครับ

ตัวอย่างครับ

ตัวอย่างการซับแห้ง แต่ทำให้โอกาสการมีรอยหยดน้ำลดลองด้วยเทคนิคการไล่น้ำด้วยน้ำครับ


ส่วนอันนี้ผิวรถดีมากๆครับเวลาใช้น้ำเปล่าในการ Dry ทำให้เกือบ 100% ทำให้รถไม่เกิดคราบน้ำหรือรอยหยดน้ำครับ


6.เช็ดแห้ง - ผ้าที่ใช้ในท้องตลาดมีหลายแบบครับ ผ้าชามัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อวาฟเฟิล ฯลฯ เดี๋ยวผมอธิบายทีหลังครับ เช็ดไล่จากบนลงล่างเพื่อลดขั้นตอนเสียเปล่าเช่นกันครับ

7.เช็ดซ้ำ - น้ำผ้าแห้งอีกผืนเก็บงานครับ เพราะการเช็ดครั้งแรกผ้าจะชื้นมากมีโอกาสเกิดคราบน้ำสูง

8.เก็บรายละเอียด - ตามซอกประตู ซอกฝากระโปรง เช็ดเก็บน้ำครับ

9.เก็บล้อและยางให้แห้ง

วิธีแบบเบสิคฉบับของผมถือว่าเสร็จไปแล้วครับ


การประเมินผิวสีรถ

Detailing Chart (By Golf)Credit:AutoGeek


ภาพนี้เป็นตารางลำดับขั้นตอนสำหรับการทำดีเทลลิ่งนะครับ

Posted Image


โดยเริ่มแรกในการดูแลก็จะผ่านขั้นตอนของการล้างและการลูบดินน้ำมัน ซึ่งรายละเอียดจะลงไว้ในหน้าบทความ"การดูแลรักษาผิวของรถยนต์(ตั้งแต่ป้ายแดง)"ครับ
จากนั้นจะมีการประเมินหน้าผิวเสียก่อน โดยในชาร์ทจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1.(สีแดง) เป็นหน้างานที่ถูกปล่อยปะละเลยไว้ครับ

2.(สีเหลือง) หน้างานอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ถึงกับย่ำแย่จนเกินไป

3.(สีเขียว) จัดว่าสภาพดี


ซึ่งถ้าเป็น"สีแดง"ก็ต้องพึ่งการขัดแบบPCS(Paint Care System) คือการขัดสีฟื้นฟูเต็มระบบ ซึ่งเป็นงานระดับเทียบเท่าการฟื้นฟูในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยขั้นตอนแรกต้องผ่านการขัดหยาบ(Compound) ซึ่งเป็นการขัดหน้าผิวที่สามารถเอารอยลึกออกได้มาก(เท่าที่จะเอาออกได้ ถ้าเป็นกรณีที่ลอยลึกไปถึงชั้นสีหรือรองพื้นก็หมดสิทธิ์ครับ) แต่การขัดประเภทนี้จะทิ้งรอยของการขัดไว้ครับ เรียกว่าHologram

ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นขั้นตอนเก็บงานของCompoundไปด้วยครับ โดยผู้ที่สภาพสีผิวเป็นแบบ"สีเหลือง"ก็จะเริ่มในขั้นตอนนี้ ซึ่งก็คือการขัดละเอียด ซึ่งความหยาบของน้ำยาที่ใช้ขัดจะน้อยกว่าขั้นตอนแรกครับ เริ่มแรกขั้นตอนนี้จะทำการลบรอยแบบ Swirl Removerซึ่งเป็นการลบรอยขนแมว หรือลบรอยที่เกิดจากการขัดหยาบครับ แล้วจากนั้นจึงใช้น้ำยาFinishing Polishเก็บงานครับ แต่หลังจากผ่านขั้นตอนขัดละเอียดแล้วพื้นผิวจะสามารถเอารอยออกไปได้มาก แต่จะไม่ใสครับมองดูผิวแล้วจะหมอง

เพราะฉะนั้นจึงต้องมีขั้นต่อไป ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่นำไปรถไปสู่ความเงานั่นเอง

โดยถ้าเป็น"สีเขียว"จะต้องผ่านขั้นตอนเตรียมผิวคือการPrewaxครับ(แต่ถ้าพื้นผิวเป็นแบบสีเขียวไม่จำเป็นต้องผ่านการขัดหยาบและละเอียด) ต่อจากนั้นรถที่มีพื้นผิวทั้ง3ประเภทจะต้องเข้าขั้นตอนชักเงา(Glaze)ครับ ก็ตามที่ชื่อมันบอกเลยครับ การขัดชักเงาจะช่วยคืนความเงาให้รถที่มีสภาพสีหมองรวมถึงกลบรอยด้วยนั่นเองครับ

หลังผ่านขั้นตอนการขัดสีที่ได้กล่าวไปแล้ว ทีนี้ทุกท่านก็สามารถเคลือบสีได้ตามความชื่นชอบของแต่ละท่านแล้วครับ ^^


การดูแลรักษาผิวของรถยนต์(ตั้งแต่ป้ายแดง)

เริ่มอธิบายง่ายๆเลยนะครับ ก่อนอื่นให้คิดเสียก่อนว่าการรักษารถมีหลายระดับ และหลายความพอใจ หลายคนอาจคิดว่ารถที่พึ่งออกป้ายแดงมาคือสภาพที่ดูดีที่สุด จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ เพราะก่อนที่จะส่งมอบถึงมือเจ้าของ รถก็ผ่านการขนส่ง ถ้าขึ้นเรือมาเข้าก็ผ่านไอทะเลหรืออาจจะตากแดดมาพอประมาณแล้ว

เริ่มแรกสุดที่แนะนำเลย คือการลูบดินน้ำมันครับ หลายคนอาจจะงงว่าอะไรคือดินน้ำมัน

ดินน้ำมัน หรือ clay wash แตกต่างจากดินน้ำมันทั่วไปเพราะเป็นดินน้ำมันที่ผลิตมาเพื่อใช้ในงานเกี่ยวกับการดูแลสีรถโดยเฉพาะครับ คุณสมบัติคือการดึงคราบฝังลึกออกจากผิวของรถนั่นแหละครับ สังเกตง่ายๆคือหลังจากลงดินน้ำมันรถจะลูบลื่นขึ้นครับเพราะตัวดินน้ำมันนี้เป็นตัวดึงคราบฝังลึกที่เกิดจากสภาวะภายนอก เช่น คราบเขม่า คราบฝุ่น โคลน มูลนก น้ำฝน

แบ่งตามประสิทธิภาพของมันออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. Regular Grade คือ ดินน้ำมันเกรดที่นิยมใช้งานทั่วไป

2. Mild Grade หรือ Fine Grade เน้นเรื่องความนุ่มและยืดหยุ่นเป็นพิเศษ จึงมักลดการเกิดรอยจากการใช้งานได้ค่อนข้างดีกว่าแบบแรก

3. Aggressive Grade เกรดนี้เน้นเรื่องประสิทธิภาพในการดึงคราบ ขจัดคราบได้ดีมากกว่าสองแบบแรก แต่เนื้อมักจะหยาบกระด้าง

ดินน้ำมันต้องใช้คู่กับตัวหล่อลื่น หรือ Clay Lubricantครับ

ตัวอย่างการลูบดินน้ำมันจาก Greg ครับ เป็นทีมงานของ Chemical Guys USA




หลังจากลูบดินน้ำมันเสร็จแล้วก็ถือเป็นการปรับหน้าผิวในระดับหนึ่งครับ สำหรับรถใหม่ที่ยังไม่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก การดูแลก็จะง่ายกว่ารถที่ต้องการการฟื้นฟูครับหากเป็นรถใหม่ที่ผ่านการลูบดินน้ำมันมาแล้ว ผมแนะนำให้เคลือบสีอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะรถสีขาว(ซึ่งหลายคนชอบบ่นกันว่าเหลืองนั่นแหละครับ)การเคลือบสีผมแนะนำว่า หากต้องการดูแลอย่างสม่ำเสมอก็ลงได้สักอาทิตย์ละครั้งยังดีครับ แต่จะผ่อนไปซัก2อาทิตย์ครั้งก็ยังไหวครับ


การจะเคลือบสีนั้นควรมีการเตรียมผิวก่อนลงwaxครับ

น้ำยาทำความสะอาดและเตรียมพื้นผิว จะแบ่งคร่าวตามนี้ครับ

1.Cleaner จะเน้นเรื่องทำความสะอาดพื้นผิวอย่างเดียว เช่น ทำความสะอาดคราบน้ำ คราบฝุ่นละอองฝังแน่นบนพื้นผิว รวมทั้ง remove น้ำยาเคลือบสีเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วออกจากพื้นผิว

2.Prewax จะทำหน้าที่คล้ายลีนเนอร์ แต่กลบรอยบางๆได้ด้วยครับ

3. All in One คุณสมบัติก็ตามชื่อเลยครับคือทั้งเตรียมผิวและเคลือบสีครับ บางตัวก็สามารถกลบรอยบางๆได้ครับ

สำหรับการลงน้ำยาเตรียมผิวผมแนะนำให้ลองซัก1เดือนครั้ง หรือถ้าได้2อาทิตย์ครั้งได้ก็จะดีมากครับ เพราะมีส่วนช่วยให้รักษาสภาพผิวรถอย่างสม่ำเสมอ


การเคลือบสีครับ

Posted Image

น้ำยาเคลือบสี หรือ Wax หรือ Sealant คือการเคลือบสีเพื่อความสวยงาม ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะให้งานที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นแบบที่เค้าติดปากกันว่าเงาใส,เงาฉ่ำนั่นแหละครับ นอกจากจะให้งานที่สวยงามมีมิติตามที่เราต้องการแล้ว ความสำคัญของการเคลือบสีคือการปกป้องผิวสีของรถไปในตัวครับ ซึ่งปกป้องอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น ปกป้องจากแสงแดดซึ่งมีผลระยะยาวในการทำลายสีรถ รวมทั้งปกป้องจากสภาวะต่างๆเช่นหน้าฝน ฝุ่น มูลนกฯลฯ ซึ่งการเคลือบสีจะช่วยลดอัตราการฝังแน่นของสิ่งเหล่านี้ หรือง่ายๆคือล้างออกไม่ยากครับ

หากแบ่งตามประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิต มักจะแบ่ง Wax หรือ Sealant ได้เป็น 2 แบบคือแบบ Wax คือน้ำยาที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เช่น Carnauba แบบ Synthetic คือน้ำยาที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ได้จากสารสังเคราห์เป็นหลัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยียุคต่อมาในการผลิตน้ำยาเคลือบสี

หากแบ่งตามลักษณะหรือสถานะของ Wax หรือ Sealant จะแบ่งได้เป็น 2 แบบเช่นกันคือ แบบ Liquid หรือแบบของเหลว มีทั้งที่เป็น Car Waxs และเป็น Paint Sealants แบบ Paste หรือแบบเนื้อ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็น Car Waxs และเป็น Paint Sealants เช่นกัน และสามารถแบ่งย่อยออกได้อีกเป็น Soft Wax และ Hard Wax

สรุปคร่าวคือ ควรมีการลูบดินน้ำมันเพื่อเตรียมพื้นผิวครับ จากนั้นควรเตรียมผิวด้วยน้ำยาเตรียมผิวซัก2อาทิตย์หรือ1เดือนครั้ง และเคลือบสีสม่ำเสมอทุกอาทิตย์ครับ แล้วจะมั่นใจได้เลยครับว่ารถเราจะสวยเด่นกว่าทั่วไป และยังรักษาความสวยไว้ได้นานครับ

ข้อแตกต่างระหว่างการลงwaxและการทำcoating

บางคนเข้าใจว่าน้ำยา Synthetic คือการเคลือบแก้ว แต่จริงๆแล้ว Synthetic ไม่ได้หมายความแค่พวกเคลือบแก้วเคลือบไทเทเนี่ยมครับ

Synthetic คือ สังเคราะห์ครับ ถ้านับในพวกตระกูลwaxก็คือตัวที่มีส่วนผสมสังเคราะห์นั่นแหละครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือพวก sealant อย่างแมกไกว์เบอร์21ยอดนิยมแหละครับ พวกsynthetic ผมแบ่งง่ายๆเป็นส่วนผสมแบบ oil basedกับwater based

แบบoil basedเวลาลงจะให้ความรู้สึกลื่นกว่าครับ แต่ต้องคอยเขย่ามันหน่อย ส่วนwater based จะไม่ลื่นเท่าแต่ฝุ่นเกาะน้อยกว่า ก็แล้วแต่ความพึงพอใจครับ

ส่วนwax แบบที่ไม่เป็นSyntheticก็คือแบบNaturalก้คือพวกCarnubaธรรมชาติ หรือแบบกระปุกราคาแพงๆที่เห็นแหละครับ

งานของSealant(สังเคราะห์) เหมาะกับรถที่ต้องการการปกป้องเป็นหลัก เพราะจะให้ผลปกป้องนานกว่าครับ

งานของPaste Wax(ธรรมชาติ) เหมาะกับรถที่เน้นความงามเป็นหลักครับ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการลงแบบเคลือบสีปกติครับ

ส่วนพวกเคลือบแก้ว เคลือบไททาเนี่ยมอะไรที่คุณถาม ผมขอเรียกว่าการcoatingครับ

คือเหมือนเป็นการสร้างชั้นผิวขึ้นอีกชั้นครับ โดยน้ำยาเคลือบ(แน่นอนว่าต้องเป็นSyntheticอยู่แล้ว)จะมีลักษณะเป็นLiquid

ส่วนมากจะใช้ไดร์ร้อนช่วยในการเคลือบครับ งานที่ได้จะเป็นคนละแบบกับการเคลือบสี เพราะการทำcoatingเน้นการปกป้องสีผิวในระยะที่ยาวมาก เพราะฉะนั้นจึงมีราคาแพง

งานcoatingส่วนมากจะให้ความเงาใสแบบเห็นได้ชัดครับ ระยะเวลาเป็นปีๆ(อาจต้องเข้าไปmaintenanceตามที่ร้านกำหนด)การเคลือบประเภทนี้จะคงความเงาไว้นาน รถไปลุยโคลนแห้งทิ้งไว้ ล้างก็ออกมาเงาครับเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลบ่อยๆนัก หรือ ถ้าเงินถึงอยากทำก็ควรศึกษาก่อนว่าชอบแบบไหน

ทีนี้พอจะทราบความแตกต่างนะครับ เดี๋ยวจะแจกแจงข้อดี/เสีย ความคุ้มค่าให้ครับ

ข้อดี ลงwax

1.ต้นทุนต่ำกว่า (ยิ่งถ้าทำเองจะถูกมาก)2.เราเลือกหน้างานได้ (จะเงวา จะฉ่ำ จะอะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอด)

ข้อเสีย

1.ต้องดูแลสม่ำเสมอ2.การปกป้องไม่ได้มากขนาดcoating

ข้อดีของการทำCoating

1.ระยะเวลายาวนาน2.ล้างออกง่าย ไม่ต้องทำอะไรมาก

ข้อเสีย1.ราคาแพง2.ส่วนมากจะลงwaxอื่นๆทับไม่ได้ นอกจากตัวMaintenanceของมันเอง

ความคุ้มค่า

1.ต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบแบบไหน-ครั้งเดียวจบ ไม่ต้องอะไรบ่อยๆ ก็ทำcoating-ชอบเห็นงานหลายๆแบบ มีเวลาทำซักอาทิตย์/ครั้ง ลงwax2.งบประมาณ-มีเป็นหมื่น ก็ทำได้ครับ-งบไม่มาก ลงwaxเอาก็ได้ครับ ใส่ใจหน่อยรถก็สวยได้เหมือนกัน


ไว้มาทำต่อครับ :เน€เธซเธ‡เ
Read 50,582 times - last comment by pridzx   Icon   Icon

เรื่องของกล่อง

User is offline  
Innocent Icon
- 10-25-12 00:05 - 17 comments

เห็นยังมีบางคนสับสนกับแนวทางในการเลือกใช้กล่องแต่งกันอยู่บ้าง รอบที่แล้วอาจจะยืดไปหน่อย วันนี้ขอสรุปแบบสั้นๆเลยนะครับ

กลุ่ม Piggyback
AEM FIC: เหมาะสำหรับรถที่ต้องการเซทเทอร์โบ-ซุปเปอร์ชาร์จ หรือเครื่องสแตนดาร์ดที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้ E85 หรือกรณีใดๆที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มองศาไฟจุดระเบิด ไม่ต้องการเปิดรอบเพิ่ม หรือปลดความเร็วออก งบประมาณของใหม่รวมติดตั้ง-จูน +/- 22,000

กลุ่ม Standalone
AEM EMS-4: เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ไม่เกิน 4 สูบ ทั้งรถยนต์ บิ๊กไบค์ หรือ เจทสกี เปิดรอบได้่ถึง 25,000 รอบ/นาที มีหัวฉีดและจุดระเบิดอย่างละ 4 ช่อง และ Input-Output อีก 8 ช่อง งบประมาณของใหม่รวมติดตั้ง-จูน +/- 50,000

AEM Series 2: เหมาะสำหรับรถยนต์เพื่อการแข่งขันที่ต้องการใช้ฟังค์ชั่นพร้อมกันเยอะๆ มีหัวฉีด 12 ช่อง จุดระเบิด 8 ช่อง สวิตช์ 4
ช่อง Output 26 ช่อง (แบ่งเป็น LS 11 ช่อง HS 4 ช่อง PW 3 ช่อง และ IDLE 8 ช่อง) เซนเซอร์วัดอุณหภูมิไอเสีย 4 ช่อง และเซนเซอร์อิสระอีก 3 ช่อง งบประมาณของใหม่รวมติดตั้ง-จูน +/- 60,000

หมายเหตุ: เนื่องจากกล่อง Series 2 เป็นกล่องแบบ Plug-and-Play จึงทำให้กล่องแต่ละรุ่นมีจำนวน Input-Output ไม่เท่ากัน รุ่นที่นิยมเอามาใช้เป็น Universal คือ 6040 6050 6051 และ 6060 นะครับ

ที่มา

http://www.facebook....formancePbMotor
Read 17,886 times - last comment by superwaKim   Icon   Icon

ระหว่าง Adaptor กับ สเปเซอร์ อันไหนดีกว่าครับ ละไม่อันตราย

User is offline  
nmsracing Icon
- 06-03-12 21:51 - 38 comments

ใส่ได้ไม่เกินกี่มิลคับ และมันจะสั่นมั้ยคับ อันตรายมั้ย อยาก(ใส่แค่ล้อหลัง)อะคับ ให้มันยื่นออกมาอีกหน่อยอะคับ

เพราะตอนนี้ใส่ไป สเปเซอร์ ไป 6 มิล แล้ว ยังหุบ อยู่อะคับ เห็นเขาว่าใส่เกินนี้ จะสั่น ละต้องใสน๊อตยาว
Read 71,287 times - last comment by l2esforu   Icon   Icon

วิธีโพสรูป และ วิธีใส่ลายเซนต์

User is offline  
Mocha Icon
- 01-03-12 21:59 - 36 comments

เนื่องจากบอร์ดเรานี้ จะโพสรูปต้องใช้วิธีฝากรูปไว้กับเวปอื่นๆ และมีสมาชิกที่ถามกันมาเยอะ ว่ามันทำยังไง?

(จิงๆก้อมีอยุ่ในทู้อื่นๆนะ) ผมเลยทำกระทู้แยกมาให้ดูกันชัดเจนขึ้นนะคับ :เธซเน‰เธฒเ

1. ควรย่อรูปก่อนคับ ถ้าในแนวนอน เอาความกว้างสัก 700 ก้อกำลังดี

2. กดเข้าไปที่หน้าจะตอบ reply เลยคับ ด้านล่างจะมีลิงคเวปฝากรุปให้ใช้ ยกตัวอย่าง upic.me นะคับ ง่ายสุดๆละ

Posted Image

3. จะขึ้นหน้าต่างใหม่ คลิกเลือกรูปที่เราจะโพสเลย สามารถกดทีละหลายๆรูปได้ แล้วรอมันโหลดเข้าไปให้ครบ

Posted Image

4. มันโหลดเสร็จ จะขึ้นแบบนี้ ถ้าจะเพิ่มรูป คลิกที่วงไว้ต่อเลย

Posted Image

5. แล้วให้เราก๊อปปี้ ลิงค์ที่วงไว้ให้ดูนี่นะคับ

Posted Image

6. เสร็จแล้วให้เอาลิงค์ที่ก๊อปปี้มา ไปวางใน reply ที่เราจะตอบได้เลย

Posted Image

7. ภาพก้อจะขึ้นแบบนี้

Posted Image

ปล. เวปนี้มันฝากง่ายจิง แต่ก้อล่มบ่อยเหมือนกันนะคับ บางทีอาจเข้าไม่ได้ให้หงุดหงิด :imdead:

และเหมือนผมเคยวางใน reply ทีละหลายๆรูป มันจะขึ้นเออเร่อ ดังนั้น ควรวางภาพทีละ 3 รูปพอ

แล้วค่อย edit ใส่ภาพเพิ่มทีหลัง หรือ ใส่เพิ่มใน reply ใหม่ไปเลยนะคับ

:happy:
Read 17,657 times - last comment by Nonthawat   Icon   Icon

Review Rigid Collar "ตะปูตัวเล็กๆ"

User is offline  
waKim Icon
- 10-10-11 03:53 - 55 comments

+++ What's Rigid Collar +++

ผมได้รู้จักกับRigid Collar ครั้งแรกเมื่อประมาณ1ปีก่อน จากกลุ่มเพื่อนๆที่แต่งรถR32-R33 โดนตอนนั้นได้ฟังถึงความเวอร์มากมายของประสิทธิ์ภาพของมัน แต่ไม่ได้มีโอกาสได้ลอง เพราะต้องเดินทางไปต่างประเทศซะก่อน จนลืมเรื่องRigid Collarที่ได้ฟังจากกลุ่มเพื่อนๆครั้งนั้นไป จนมีเวลาเริ่มที่จะแต่งรถ แล้วก็ไปอ่านเจอบททดสอบจากหนังสือOPTION THAILAND ทำให้นึกขึ้นมาได้ โทรไปหาเพื่อนที่เคยโม้ให้ฟัง มันก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว ถามหาตามร้านทั่วไปน้อยคนนักที่จะรู้จัก หาข้อมูลจากในnet ผลที่ได้ออกแนวจับทางไม่ถูกว่าจริงๆมันใส่แล้วจะเป้นยังไง ต่างคนต่างรถ ต่างความรู้สึก จนปล่อยให้ผ่านไปและคิดว่าไว้จะลองสั่งเข้ามาดู จนเจ้าเน ได้โพสขึ้นมามันก็เหมือนมาได้จังหวะ หลังจากได้ลงชื่อจองไปเป็นคนแรก

และระหว่างที่รอของ ผมได้มีโอกาสได้ไปลองขับFDเดิมๆที่ใส่Rigid Collar ของแท้จากลูกค้าที่บ้าน ส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ จึงยกเลิกจองไป เพราะโช๊คAPที่ได้เปลี่ยนมา ก็รู้สึกมันพอดีกับสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว แต่มันก็เหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจ ยังสงสัยในบางอย่างหลังจากที่ขับFDคันนั้น คิดว่ารถmazdaน่าจะต่างออกไป เลยตัดสินใจขัดใจแม่ กลับมาติดตั้งในโค้งสุดท้าย และก็ได้ไปติดตั้งมาแล้วครับ
ไปชมภาพกันก่อนเลย :correct:

เดินทางไปที่นี่เลยครับ ร้านHOT WHEELS ปากซอยเสรี 25 ร้านกว้างขวาง ไปวันเสาร์ตอน11โมง น้ำไม่ท่วมเลย วิ่งมาจากศรีนครินทร์
Posted Image

ไปถึงเป็นคิวที่3 ต่อจาก rexmazda3 และ munmun ต้องตามคิวนะครับ รถที่ลอยอยู่ของน้องเล็ก แต่คันที่จอดอยู่ข้างล่างนี่สิ :yoyo-emoticon-3-002:
Posted Image

มันคือFD3Sนั้นเอง รถเทพมาก แต่ขอบอก รถยังเลี้ยวมะได้ล่ะ :cici-emoticon-033:
Posted Image

เนื่องจากล้อเทพชุดนี้นี่เองงงงงง 57C ขอบไทเทแร๊ฟโย่ มันล้นออกมา งามๆเลย :yoyo-emoticon-2-084:
Posted Image

แต่มันสวยมาก Part RE ดุๆเลย
Posted Image

เดินชมรถแป๊ปดียว มีคนมารอคิวติดตั้งเพิ่มแล้วละครับ คุณsinger55 กับ คุณJimmie นั้นเอง สวัสดีครับ :charm:
Posted Image

และก็ถึงคิวsuper3 แล้วครับ ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มหน่อย เดี๋ยวPartพัง ช่างFriendlyมากครับร้านนี้
Posted Image

มาดูRigid Collar ตัวเป็นๆก่อนเลยครับ เป็นแบบนี้แหละที่ทุกคนใฝ่หา น้ำหนักไม่ได้ชั่งดู แค่หยิบดู เบามากเพราะเป็นCNC ขนาดเท่ากับนิ้วชี้กับนิ้วโป้งด้านขวาชนกัน แบบOK
Posted Image

กล่องแดงๆคือจารบีทองแดง ที่เอกและเนจัดหามาให้เป็นพิเศษนะครับ พี่ยุ่นให้มาพอแค่ชุดเดียว ขอบคุณครับ :mistake:
Posted Image

ก่อนติดตั้ง ก็ต้องเอาRigid Collarทุกตัว มาทาจารบีที่เตรียมไว้ก่อนครับ ให้มันลื่นและห้ามทำตกหรือโดนทรายหรืออะไรที่จะทำให้พื่นผิว ไม่เรียบนะครับ เพราะมันอาจจะทำให้เกิดเสียงขึ้นได้หลังใส่ไป โดยเราจะใส่ในsuper3 เป็น2setครับ setหน้ามี6ตัว และsetหลังมี6ตัวเช่นกัน เหมือนคัฟเค้กเลย ฮ่าๆ
Posted Image

เริ่มติดตั้งกันเลยครับ
Posted Image

ในด้านหน้า เราจะไขน๊อตที่ยึดระหว่างแพหน้า กับแคสซีส์ออกครับ
Posted Image

ไขออกมาแล้วก็จะเป็นช่องแบบนี้ แล้วก็จะเอาRigid Collar ไปขั้นมันไว้ทั้งส่วนบนและส่วนล่างของรูยึด
Posted Image

จากมุมนี้จะเห็นได้เลยว่า จุดติดตั้งRigid Collar ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโช๊คเลย :correct:
Posted Image

นี่คือส่วนบนของจุดยึดที่ไขออกมาครับ จะติดตั้งRigid Collar เข้าไปด้วยเช่นกัน
Posted Image

ใส่เข้าไปแล้วRigid Collar
Posted Image

ตำแหน่งติดตั้ง ด้านหน้าแบบชัดๆ
Posted Image

ใส่ให้ครบซ้าย-ขวา แล้วก็ไขบล๊อก เพื่อความแน่นหนาแบบ ชัวร์ปาปป!!
Posted Image

มาที่ด้านหลังครับ คราวนี้งานหนักของช่างเลย เพราะคันนี้รถใส่โช๊คStrut Coilover เป็นคันแรกที่ช่างติดตั้ง โดยปกติถ้าเป็นโช๊คเดิมหรือแบบธรรมดา ช่างก็จะไขน๊อตที่ยึดกับตัวถัง ผ่านช่องใต้ฐานรองสปริง แต่คันนี้มันไม่มีช่องอะสิ มันเป็นStrut แบบนี้
Posted Image

แต่ไม่เป็นไร(ช่างบอก หลังจากอุทานเสียงดังไป1ที)ไขผ่านร่องเกลียวสปริงเอา แบบนี้ เหนื่อยหน่อย :tabaco:
Posted Image

เปลี่ยนหลายอุปกรณ์มาก เผื่อจะไขมันออกผ่านร่องแคบๆ
Posted Image

ไขลำบากไม่พอ มันดันแน่นมากด้วย ช่างไขจนตัวลอยเลย :dizzy:
Posted Image

แล้วก็ออก.. :yoyo-emoticon-2-025:
Posted Image

แต่..ตำแหน่งติดตั้งมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ด้านบนของช่องนี้อีกที และมันแน่นมาก(อีกแล้ว) เลยต้องงัด2คน ช่วยกัน
Posted Image

ตรงนี้แหละครับ ที่จะเอาRigid Collar วางลงไป เลยต้องงัดๆ
Posted Image

รูปจากงัดทางด้านซ้ายครับ
Posted Image

ได้แล้ววววว และก็เอาRigid Collar วางลงไป
Posted Image

รูทางด้านขวา ก็ใส่Rigid Collar เข้าไปเช่นกัน ตำแหน่งนี้เหมือนกับด้านหน้า
Posted Image

ใส่ครบทุกตำแหน่ง ก็ไขกลับเข้าไปครับ ตำแหน่งอื่นถ่ายไม่ทัน ช่างติดตั้งไวมาก ผมเดินเกะกะมากด้วย 55
Posted Image

ไขออกมันแน่น ไขเข้าก็ต้องแน่นด้วยเช่นกัน ลอยตัวอีกแล้ว
Posted Image

ตรวจเช็ค ความเรียบร้อยก่อนเอารถลงพื้น
Posted Image

Posted Image

เสร็จแล้วครับ..
Posted Image

ก่อนอื่นเอารถไปล้างก่อนเอาไปวิ่งทดสอบ มันจะได้ลื่นๆ :yoyo-emoticon-3-002:
Posted Image


เอาละครับ ได้เวลาไปลุยกันแล้ว :TLC_040-20080430_YoYoXiXi:
Spec super3
Mazda3 5dr. 2008
โช๊ค Ap Coilover feelที่ได้รับ http://www.mazda3tha...s-by-kw-review/
ล้อ 18x7.5 50
ยางT1R 225/40/18
รองspacer หน้า10mm หลัง14mm
และไม่ได้ใส่ค้ำใดๆทั้งสิ้นครับ
ในรถมีเหรียญ10 2เหรียญ เหรียญ5 1เหรียญ ท้ายรถไม่มียางอะไหล่ แต่มีปั้มลม และหนังสือ...2เล่ม สายกราว2เส้น
คนขับน้ำหนัก.....เหอๆ
:depress:

+++ขับมันๆ มั่นๆ ที่นอกเมือง เมื่อช่วงล่างกับตัวถังรักกันปานจะกลืน+++ :trick:

ส่วนตัวผม รู้สึกได้ตั้งแต่Startรถครั้งแรกหลังจากใส่เลย ปกติเป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาStartรถแล้วตัวเครื่องมันจะสั่น "แกร๊ก แกร๊ก บู๊นนนนน" จังหวะที่เครื่องสั่นตอนStartมันก็จะพาให้ตัวรถ รวมไปถึงช่วงล่างสะเทือนตามไปด้วย แต่หลังจากใส่Rigid Collar ไปแล้วตัวรถเหมือนเป็นก้อนเดียวกันกับช่วงล่าง มันสะเทือนน้อยลงที่รู้สึกได้ตือมัน สะเทือนพร้อมกันกับตัวถัง งงมั้ยครับ.. :emo05:

ง่ายๆครับ เราstartรถ บรึ๊นนนนนน เครื่องขยับ ตามด้วยตัวรถขยับ ตามด้วยช่วงล่างขยับ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นในเพียงวินาที แต่พอใส่Rigid Collar ก็จะเหลือแค่ startรถ บรึ๊นนนนนน เครื่องขยับ ตามด้วยตัวรถแและช่วงล่างขยับพร้อมกัน ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกเหมือน มีใครมาจับรถผมเอาไว้..มองออกไปรอบนอกก็ไม่เห็นมีใคร หรือ"ผีอำ" :omg:

ผมเริ่มออกไปวิ่งทดสอบที่ระยะทางไกลนอกเมืองก่อนครับ เพราะกลัวน้ำท่วมในเมือง แถวนั้นถ้าขับเลยออกไปก็ลาดพร้าวแระ ผมขับขึ้นด่วนรามอินทราไปต่อบูรพาวิถ๊ทันที

ดูจากรูปนี้นะครับ ข้างหน้าโค้งบนทางด่วนบูรพาวิถี ที่จะเข้าเส้นบางนาที่อยู่ข้างล่าง ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ผมสามารถทำความเร็วสูงเข้าโค้งได้ เพราะถนนกว้างและโค้งไม่ลึกมาก เมื่อตอนใส่โช๊คเดิม ไม่ถึง120ก็แตะเบรคตั้งแต่ยังไม่ถึงกลางโค้ง พอใส่AP ทุกอย่างเปลี่ยนไป เล่น140ไม่แตะอะไรเลย เข้าลายเอา แต่ตอนเข้าโค้ง140 ตัวรถจะค่อนข้างโยนพอให้เสียว ประมาณว่าช่วงล่างมันติดพื้นอยู่ แต่ตัวถังอยากจะออกโค้งแล้ว และตอนอยู่ในโค้ง ซุ้มหลังด้านซ้ายจะขูดดัง ฟึบๆ ตามสไตล์ของmazda3ใส่ล้อใหญ่ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร หนึบๆ มันๆ หรือว่าชิน.. :เธซเน‰เธฒเ� แต่พอใส่Rigid Collar แล้วละ หึหึ.. ไอ้Rigid Collar มันคงเดินไปตบกะบาล ไอ้ตัวถังช่วงบน ให้รอช่วงล่างก่อน เพี๊ยย "เมิงจารีบไปไหน เข้าโค้งมาด้วยกัน กอดๆกันไปเส่ะ.." :yoyo-emoticon-1-013: คงประมาณนั้นแหละครับผมว่า ความรู้สึกเหมือนตัวถังส่วนบนและส่วนล่าง มันเป็นก้อนเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน หรือชิ้นสวนเดียวกันไปแล้วครับ มันรักกันมากขึ้นกว่าเดิม เป็นผลทำให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถเลย มั่นใจมากขึ้นเยอะครับ :cici-emoticon-021:

โค้งนี้แหละครับ
Posted Image

ความเร็วsuper3 ก่อนเข้าโค้งนี้ครับ :redcard:
Posted Image

หลังจากผ่านโค้งนี้มาด้วยความเร็วตอนออกโค้งที่145 ยอมรับว่าผมไปแตะเบรคก่อนเข้าโค้งครับ กลัวตายยยย!!! :th_111_: อาการโยนตัวของรถยังคงมีอยู่แต่น้อยมาก อาจเป็นเพราะผมขับเร็วเกินกว่ามาตรฐานการเข้าโค้งปกติ ถ้าเข้าปกติที่100-120 ผมว่าอาการโยนของตัวรถน่าจะดีกว่านี้ครับ ส่วนเสียง ฟึบๆ ที่ซุ้มล้อหลังซ้าย ไม่หายอะจ๊ะ มาเป็นระยะ แต่คราวนี้โดนเบาเฉียดๆแฮะ แถมโดนแค่แปปเดียว คงเป็นที่จังหวะครับ

ผมยังอยู่บนที่บูรพาวิถีครับ หลังจากออกโค้งด้วยค่าตัว3500บาท แล้วพอใจแค่1000เดียวเอง มาตามหาอีก2500กันครับ ผมขับที่ทางตรงยาวๆ ในทางช่วงเข้าบางประกง ที่เป็นช่วงลมแรงของเส้นนี้ ปกติถ้าขับเร็วๆตัวรถจะโยนไปตามลมแรงๆบ้างต้องใช้สมาธิควบคุมรถพอสมควรเลย แต่คราวนี้มีอาการโยนตามลมของตัวถังน้อยลงพอสมควรเลยทีเดียวครับ ไม่ถึงกับหมดไป แต่ทำเอาลืมเลยว่าอยู่ในช่วงเขตลมแรง นึกว่ายังไม่ถึงช่วงนั้น ถนนช่วงนี้จะมีลูกระนาดด้วย มากันเป็นวงเลยครับ ยาวๆ ปกติsuper3ใส่โช๊คAP ผมก็พอใจมากกับส่วนนี้ วิ่งเรียบ ไม่สะเทือนและสะท้าน เพราะมันจะมีแค่เสียง ตรืดดดดดดดดด ที่ช่วงล่าง แต่เสียงมันจะออกแนวFunk แต่พอใส่Rigid Collar เพิ่มเข้าไป ทุกอย่างยังคงดีเหมือนเดิม เรียบ ไม่สะเทือนและสะท้าน แต่เสียงเปลี่ยนเป็นแนวBlues นุ่มๆ น่าฟังสบายหูดี บรืดดดดดดดดด แบบนี้อะครับ :swet:

ก่อนถึงจุดจ่ายเงินฝ้่งชลบุรี รถเริ่มเยอะแระ เป็นโอกาสให้ผมได้ลองมุดดู เปลี่ยนเลนแบบฉับไว แบบด่าพ่อกันเลยทีเดียว ตรงนี้ชอบครับ ได้ความรู้สึกที่ดีมาก รถกับช่วงล่างและระบบบังคับ แน่นและรวมเป็นตัวเดียวกัน ทดสอบขับแบบนี้รู้สึกได้ชัดเลยครับ ว่าพวงมาลัยหนักขึ้น เพราะเราขับแบบเดิมที่เคยชินเคยกะไว้ แต่คราวนี้มันกลับ ไม่เป่ะในแบบเดิม มันตึงๆ และต้องออกแรงมากกว่าปกติ รู้สึกมั่นใจขึ้นมากเลย แต่พอมานึกว่า ในรถคันอื่นต้องด่าพ่อแน่นอน ก็ขาดความมั่นใจไปพอสมควรครับ.. :lol:

อีก200เมตรจะถึงโค้งสุดท้าย ที่จะเป็นจุดจ่ายเงิน ผมขับอยู่ที่120 ข้างหน้ารถไม่มี ข้างหลังยังห่างไกล ข้างๆAccordเร่งตามมาขี้แตก ได้ทีละ.... ลองเบรคครับ เริ่มจากจังหวะเบรค และปล่อย และเบรค และปล่อย เหอๆ ชอบอีกครับ ช่วงล่างกับตัวถัง มันกอดกันแน่นเลย สงสัยโดน Rigid Collar ตบกะบาลไปที ซึ้งเลย 55 ตัวถังช่วงบนไม่มีโยนไปก่อนครับ ถามว่าหน้าทิ่มมั้ย? ทิ่ม มันเป็นเรื่องของเบรค ถามว่ากลัวมั้ย? กลัว ข้างหลังจี้มาแล้ว และแล้วก็ต้องเบรคยาวครับ เบรค เบรค เบรค และเบร๊คคคคคคคคคคค จนรถหยุดนิ่ง กึก.. ขอบอกครับ ตั้งแต่ขึ้นทางด่วนบูรพาวิถีมาวันนี้ ชอบตอนนี้ที่สุดครับ ความรู้สึกแรกที่ได้รับ หลังรถหยุดคือ "กรูรอดตาย" ฮ่าๆๆ :lol: ขับเร็วและเลวมาก.. หันไปมองรถข้างๆ มีTeanaมองมาแฮะ โอ่ะ!!ท้องฟ้าสวย ผมเอียงหน้าหนีไปมองท้องฟ้าแทนครับ หุหุ :emo68:


มากันที่ตอนเบรคหน่อย เมื่อคุณใส่Rigid Collar ถ้าคุณเบรคหน้าทิ่ม มันก็จะหน้าทิ่ม ถ้าคุณเบรคหัวทิ่ม หัวคุณก็จะทิ่ม แต่รถทั้งคันมันก็จะทิ่มไปกับคุณด้วยพร้อมๆกัน ไม่มีเหลือให้ตัวถังโยนไปข้างหน้าครับ ส่วนนี้ผมชอบมาก ให้ไปอีก1800 เป็น2800แล้วนะครับ จะเท่าทุนแล้ว :yoyo-emoticon-2-025:

+++คนเมืองแสนวุ่นวาย Rigid Collar ไม่เล่นด้วย แต่ช่วยได้ยามเรียกหา+++ :yoyo-emoticon-1-011:

เมื่อคืนอยู่พัทยาเพลินทั้งคืน วันนี้ต้องไปทำธุระในบางกอก ได้เวลาทดสอบpartการใช้ในเมืองแล้วครับ.. เป้าหมายแรกไปอาคารศรีวรจักร คลองถม ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันแถวนี้ยิ่งเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ รถติดเฮ้ๆ ไม่ได้ใช้หรอกครับRigid Collar ได้แตะคันเร่งบ้างก็ดีใจน้ำตาไหล.. ไอ้คันหลังมันก็เร่งจัง รถมันก็เต็มถนน ติดกันจนจะเป็นผัวเมียกันอยู่แล้ว รถขยับหน่อยบีบแตรเร่งตาหลอดดด เลยต้องรีบขยับให้มันอย่างไว แต่ที่นี้แหละได้ใช้มันซะทีRigid Collar มันให้ตัวดีมากนะครับ ลดแรงดึงของตัวรถออกไปพอสมควร ออกตัวได้ไวขึ้น ถึงแม้ยังจะมีเสียงแตรของเฮียรีบคันข้างหลังอยู่ แต่เรียกใช้เป็นมาจริงๆไอ้Rigid Collar เนี่ย :yoyo-emoticon-1-036:

ขับเร่งหนีคันหลังเจอสะพานชันๆ รอยต่ออุบาทๆ กะจั้มสวยๆโชว์Rigid Collar ให้คันหลังดู หึหึ ลงสะพานมา ตึง!! ไม่เหลือครับ แทบจุก กุมารเต็มรถเลย อย่าไปลองครับมันไม่ช่วยอะไรเลย ไอ้Rigidมันคงกระโดดออกจากรถตั้งแต่ขึ้นสะพานแล้วละครับ นึกแล้วยังปวดตับ :yoyo-emoticon-1-045:

ขับไปเจอหลุมเจอบ่อ ฝาท่อ ฝาเป๊ปซี่ มิรินด้าอะไรก็ สบายครับ ค่อยๆหยอด เวลาที่เราจะต้องใช้Rigid Collar มันจะมาครับเราจะรู้สึกได้เลย ว่ามันช่วยเราอยู่ ไม่ว่าจะช่วงที่ช่วงล่างต้องลงหลุม ขึ้นเนิน มันจะช่วยให้รถมีกำลังขึ้นมาได้ดีเลยครับ ขับรถไปลงหลุมบนถนนใจกลางเมือง(หลวง) เหยียบคันเร่งส่งไป อันนี้ช่วงล่างมีกำลังแบกตัวถังขึ้นไปอย่างไวเลยครับ คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจาก การเฟริมขึ้นของช่วงล่าง แต่นานๆเรียกมันมาใช่ที แบบนี้คงได้มาเพิ่มอีกแค่500พอ ไม่คุ้มๆ แต่ก็เป็น3300แล้วนะ คุ้มราคาของแล้วละ :yoyo-emoticon-2-025:

เมื่อถึงอาคารศรีวรจักร ใครที่เคยขับรถขึ้นจอดบนตึกนี้คงรู้ซึ้งดี ถึงความลำบาก ของการต้องไตขึ้นไปอย่างน้อยก็5ชั้น ในทางโค้งขึ้นที่จอดบนตึกที่แคบๆ พอๆกับพื้นที่เบาะหลังmazda3 ฮ่าๆ ขับมาบ่อยๆก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาเท่าไร แต่วันนี้ผมดันเจออาเจ๊ก ขับวีออส ทีดูจากการขับขึ้นแล้ว คงไม่เคยมาตึกนี้แหง่มๆ ผมขับจี้ตูดอาเจ๊ก ตามขึ้นไปแบบติดๆโดยไม่รู้ สักพักอาเจ๊กเบรค จึ๊ก!! รถอาเจ๊กแขว่งเลย คงไม่ได้ใช้Rigid Collar ละสิ อิอิ อาเจ๊กแกเลี้ยวขึ้นไม่พ้น ต้องถอยและเลี้ยวใหม่ อืมมมม... รถผมอยู่กลางโค้งขึ้นตึกอะสิครับ ทั้งชันทั้งแคบ ขาผมเหยียบเบรคค้างไว้แบบแน่นๆ ข้างหลังก็จี้มาอีก กำ หลายคนคงเคยเจอสถานะการณ์แบบนี้ ยิ่งถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา นี้เร่งกันตะคิวกินเลย :TLC_049-20080430_YoYoXiXi:

ผมปล่อยให้อาเจ๊ก ขับขึ้นไปก่อน ไม่จี้แระ คงไม่มีอะไรให้ปล้น..พออาเจ๊ก ขับขึ้นไปได้ซักพัก ผมก้ต้องเร่งเครื่องอย่างไวเพื่อไม่ให้รถไหลไปชนคันข้างหลังที่เอามีดจี้อยู่ ปล่อยเบรค เหยียบคันเร่งทั้นที .......เงียบ อึ้ง ทึ่ง.. รถมันไม่โยนและตัวถังไม่กระชากตามจังหวะกดคันเร่งเลย ปล่อยเบรครถไหลนิดนึง เหยียบคันเร่ง ตัวถังกับช่วงล่างไปพร้อมกันเลย ตัวถังไม่มีดึง รักมันตรงเนี่ย คราวนี้เพลินเลย ลองมันทุกชั้น เบรค-ปล่อย-เหยียบ จนชั้น8 คันหลังคงเซ็งหายไปตั้งแต่ชั้น6แระ อันนี้ชอบ แตกต่างเห็นๆ รู้เลยว่ามันจำเป็นกับสถานการณ์แบบนี้.. ให้1500เลย ทริปอีก50เอาไปกินหนม.. แต่ตอนลงตึกอะสิครับ มันชันมาก Rigid Collar เอาไม่ค่อยอยู่ เบรคไม่ดีมีโยนหน้าทิ่มแตรกันเลยทีเดียว.. :notaccept:

สิ่งที่ผมคิดไว้ก่อนใส่Rigid Collar ว่าน่าจะเป็นปัญหาที่สุดคือเรื่อง เสียง แต่พอติดตั้งจริงๆก็ไม่มีอะไรจะพูดครับ ไม่รู้จะบอกยังไง เงียบดีกว่า.. :cool: ปกติมันจะมีเสียงStrutที่โช๊คบ้างตอนขับโหดๆ โค้งลึกๆ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้วอะ Rigid Collar ไปทำไรมัน คำเดียวเงียบ มีแค่เสียงเหรียญในรถนี่แหละดังเชี่ย!! แค่15บาทนี่แหละ เรื่องเสียงนี่ผมว่าผมได้อีก1000นะ เท่ากับเป็น4300 โอ้วว ผมให้5000เลยไม่ต้องถอน โชว์ป๋า. ได้กำไรมา1500 สบายจั่ย ฮ่าๆ:lol:

+++ยาวแระขอสรุปครับ+++
ผมเคยอ่านหนังสือแปลจากวรรณกรรมจีน มีตอนหนึ่งรวมได้ใจความประมาณว่า "ในสภาวะบ่อเกิดสงคราม เมื่อตะปูตัวเล็กๆตัวหนึ่ง ที่ยึดเกือกม้าหลุดหายไป เกือกม้าก็จะหลุดหาย และเมื่อเกือกม้าหายไป ก็จะทำให้ม้าวิ่งได้ช้าลง ทหารก็อาจจะส่งสารสำคัญได้ล่าช้า และเมื่อทหารส่งสารสำคัญล่าช้า ก็อาจจะทำให้เกิดสงครามขึ้นได้โดยไม่จำเป็น"

ผมขอเปรียบ Rigid Collar เป็นตะปูเล็กๆตัวนั้นครับ ผลของมันทำให้เกิดผลเป็นลูกโซ่กับส่วนต่างๆของรถด้วยเช่นกัน และโชคดีครับ ที่Spoon สร้างผลของRigid Collar ให้ออกมาเป็นผลที่ดีมากเลยทีเดียว ส่วนต่างๆของรถที่มันควรสัมพันธ์กัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ได้รับผลที่ดีตามกัน แต่จะเป็นผลประโยชน์กับคนใช้มันมั้ย นั้นอยู่ที่แต่ละคนแล้วครับ ความรู้สึก สัมผัส และทัศนคติ ของคนเราไม่เหมือนกัน อยู่ที่คนใช้แล้วละครับว่าจะใช้Rigid Collar มันเพื่ออะไร.. :hero:

ขอบคุณครับท่านที่ทนอ่านกันมา ใครอ่านไม่จบก็ขอบคุณเช่นกัน ใครอ่านหลายวันจบก็ขอบคุณด้วยน้าาา
ขอบคุณเนและเอกที่จัดProjectนี้มาให้ และดูแลอย่างดี
ขอบคุณmazda3thailand ครับ เจอกันครับ

Posted Image
Read 28,513 times - last comment by superwaKim   Icon   Icon

รวบรวม After market ของ mazda3

User is offline  
parp Icon
- 06-16-11 16:16 - 53 comments

BODY PART
Front bumper

Accolate 4 Door R300-GT
Posted Image

Accolate 4 Door M300-DTM
Posted Image

Accolate 4 Door GTVR
Posted Image

Accolate 4 Door GTVR + Fog lamp cover
Posted Image

Accolate 5 Door Sport RS
Posted Image

Autoexe BK-02
Posted Image

Autoexe BK-02S
Posted Image

Autoexe BK-03
Posted Image

Ducks – Garden
Posted Image

Kenstyle haft
Posted Image

Kenstyle Full USA spec
Posted Image

Kenstyle Full Japan spec. + Fog lamp cover
Posted Image

Kenstyle Full Japan spec
Posted Image

Ing +1 4Door
Posted Image

Ing+1 5Door
Posted Image

DAMD
Posted Image

M'z custom
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image

MPS
Posted Image

Garage Vary Before minor
Posted Image

Garage Vary After minor
Posted Image

Garage Vary MPS
Posted Image


Rear Bumper

Accolade 4Door R300-GT
Posted Image

Accolade 4Door M300-DTM
Posted Image

Accolade 4Door GTVR
Posted Image

Accolade 5Door Sport RS
Posted Image

Autoexe BK-02
Posted Image

Autoexe BK-02S
Posted Image

Duck – garden
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image

MPS
Posted Image

Kenstyle USA Type
Posted Image

Kenstyle Japan Type
Posted Image

Ing+1 5Door
Posted Image

DAMD
Posted Image

M'z custom
Posted Image

Garage Vary
Posted Image


Side skirt

Accolate 4Door R300-GT
Posted Image

Accolate 4Door M300-DTM
Posted Image

Accolate 4Door GTVR
Posted Image

Accolate 5Door Sport RS
Posted Image

Autoexe BK-02
Posted Image

Autoexe BK-02S
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image

Kenstyle
Posted Image

Ing+1
Posted Image

M'z custom
Posted Image

Grill

Accolade
Posted Image

Autoexe 2 line
Posted Image

Autoexe 3 line
Posted Image

Kenstyle
Posted Image

DAMD
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image

Ing+1 5door
Posted Image

Garage Vary
Posted Image


Spoiler

Autoexe BK
Posted Image

MPS
Posted Image

Garage Vary
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image


Bornet

RE-amemiya
Posted Image

RE-amemiya +Side Air scoop
Posted Image

Stage21
Posted Image
Posted Image

MPS
Posted Image


Front LIP[size]

Autoexe

RE-amemiya
Posted Image

Stage21

Garage Vary


Side LIP

RE-amemiya Front
Posted Image

RE-amemiya Back
Posted Image

Mazdaspeed


Tail LIP

OEM

RE-amemiya
Posted Image


Spoiler LIP

RE-amemiya
Posted Image

Mazdaspeed
Posted Image

Garage Vary
Posted Image


Bonnet LIP

OEM

Garage Vary for MPS
Posted Image


Hatchback LIP

Inspection
Posted Image


Wheel finder LIP

OEM


Eye Line

Accolade 4 Door
Posted Image

Ing+1 5 Door
Posted Image


Accolade 5Door
Posted Image
Posted Image


#####################################################################



[size="7"]Update 23/06/2011
Read 37,848 times - last comment by gooozaa001   Icon   Icon

Halogen projector กับ HID projector

User is offline  
xhausted Icon
- 06-08-11 22:59 - 33 comments

ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็อาจจะเขียนไม่ค่อยชวนอ่าน หรืออาจจะอ่านไม่รู้เรื่องเลยก็ขออภัยครับผม... แต่ก็ยังอยากจะเขียนนะ ฮ่าๆ
ขออนุญาติเขียนเพิ่มเรื่อยๆ นะครับ เขียนทีเดียวไม่ไหว :TLC_024-20080430_YoYoXiXi:
------------------------------------------------------------------------



เรื่องมีอยู่ว่าด้วยความที่อยากติดซีนอนกับเค้าบ้างก็เลยเริ่มหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ทั้งเวบไทย เวบนอก


พอจะได้ความรู้มาประดับหัวสมองน้อยๆ อันนี้บ้างก็เลย อยากจะแชร์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนครับ
Credit : รูปจาก mazda3forums, yahoo japan



เรื่องแรก ความแตกต่างระหว่างโคมติดรถที่ใช้หลอด H7 กับ โคมซีนอนจากโรงงานที่ใช้หลอด D2S


ขอเรียกโคมติดรถบ้านเราที่หลอด H7 ว่า “Halogen projector” และโคมซีนอนจากโรงงานที่ใช้หลอด D2S ว่า “HID projector” นะครับ

ความเหมือนที่แตกต่าง

ถ้ามองจากภายนอกโคมทั้ง 2 แบบจะเหมือนกันมาก แต่ข้างในลึกๆ แล้วจะมีความแตกต่างจะอยู่ครับ

ด้านหลัง HID projector
จะเห็นว่ามอเตอร์สำหรับปรับระดับสูง-ต่ำของแสงไฟจากในรถได้เลย เผื่อกรณีที่หน้ารถลอย เวลามีคนนั่งหลังเยอะ หรือบรรทุกของหนัก

Posted Image

มอเตอร์สำหรับปรับสูง-ต่ำ

Posted Image

ตำแหน่งติดตั้ง oem ballast

Posted Image

ความแตกต่างภายในตัว projector - cutoff shield

ภาพ cutoff shield ของ Halogen projector

Posted Image
Posted Image

ภาพ cutoff shield ของ HID projector (ในภาพมีการพ่นสีดำด้าน แต่สีเดิมจะเป็นสีเงินครับ)

Posted Image

จะเห็นว่าตัว cutoff shield ของ halogen projector จะถูกบากลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีแสงสะท้อนเหนือเส้น cutoff ไปที่ป้ายบอกทางต่างๆ ในเมือง เพื่อให้เห็นป้ายเหล่านั้นได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งไอ้รอยบากนี้นี่เองที่เป็นความแตกต่างที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาแยงตาคนที่ใส่หลอดซีนอนกับโคม Halogen projector ได้ครับ


ความแตกต่างของแสงที่ได้จากโคมทั้งสองแบบ

เส้น cutoff Halogen projector

ภาพตัวอย่าง glare เหนือเส้น cutoff ของ Halogen projector ที่ใส่หลอดซีนอน (ภาพนี้มีการเปลี่ยน lens projector และยังไม่ได้ปรับตั้งระดับไฟหน้านะครับ) ขอใช้ภาพนี้ไปก่อน แสง glare เหนือเส้น cutoff อาจจะเกินความจริงไปบ้าง

Posted Image

เส้น cutoff HID projector

Posted Image

จะเห็นได้ว่า halogen projector จะมี glare (แสงลอด) อยู่เหนือเส้น cutoff ในขณะที่ HID projector แทบจะไม่มีแสงลอดเลย ส่วนนี้มาจากความแตกต่างของ cutoff shield ครับ


สรุปก่อนคร่าวๆ

จะเห็นว่าตัว cutoff shield ของ halogen projector จะถูกบากลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีแสงสะท้อนเหนือเส้น cutoff

ซึ่งมีข้อดีก็คือเวลาขับแสง glare นี้จะสะท้อนไปยังป้ายบอกทางต่างๆ ช่วยให้เห็นป้ายบอกทางต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น

ในเมื่อมีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้าง ไอ้รอยบากนี้นี่แหละที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาแยงตาคนที่ใส่หลอดซีนอนกับโคม Halogen projector ได้ครับ

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอ่านแล้วอาจจะแย้งว่าตอนที่ใส่หลอดเดิมมันก็มีแสงลอดขึ้นไปเหนือเส้น cutoff อยู่แล้ว ถ้างั้นโคมเดิมมันก็แยงตาเหมือนกันสิ ตรงนี้ต้องอย่าลืมว่าความสว่างของซีนอนมันมากกว่าหลอดฮาโลเจนหลายเท่านัก แสง glare ที่ลอดออกมาเวลาใส่หลอดซีนอนจึงมีโอกาสที่จะสร้างความรำคาญให้กับคนอื่นๆ มากกว่าเวลาใส่หลอดฮาโลเจนเดิมๆ

ปล. ที่เขียนมาไม่ได้จะว่าเพื่อนๆที่ใส่ซีนอน ผมแค่อยากบอกเล่าถึงความแตกต่างเฉยๆ เดี๋ยวจะเข้าใจผมผิด

จบมันแค่นี้ละกัน ขอบคุณที่ติดตามอ่าน เรื่องไร้สาระที่ผมเขียนขึ้นมาครับ :a72419a32e6c5716f0ba20b2953cb03
Read 134,427 times - last comment by Nattinho   Icon   Icon

Review เปลี่ยนสีรถด้วยการหุ้มสติ๊กเกอร์

User is offline  
nokfriday Icon
- 10-08-10 20:49 - 127 comments

มาดูกันอย่างละเอียดเลยยยย
ใช้บริการร้านของพี่อ้น carwrap.multiply.com
มาทำให้ถึงบ้าน มีช่างมาอีก 6 คน ทำวันเดียวตั้งแต่ 11 โมงเช้าจนถึงหกโมงกว่าๆ ก็เสร็จ
ผลงานออกมาสวยสมใจ แต่ก็มีรอยต่อบ้าง ตรงกันชนหน้า เพราะโค้งเว้ามันเยอะ

ก่อนอื่นต้องล้างรถก่อน อย่างไว

Posted Image

นกเคยเอารถไปหุ้มสติกเกอรมาแล้วครั้งนึง แต่เนื้อสติกเกอรพอง หลุดลุ่ยเยอะมาก เพราะเค้าไม่ได้ใส่กาว
ก็เลยเป็นห่วงว่าจะเป็นอีก ก่อนเอารถไปทำก็คุยกับทางร้านก่อนว่า มีการใช้กาวอะไรเสริมมั้ย เค้าบอกว่ามี คืออันนี้

Posted Image

รอยที่ดึงสติกเกอรอันเก่าออก สีรถลอกฮับ *cryonfloor

Posted Image
Read 62,756 times - last comment by mEssa07   Icon   Icon

แนะนำ / อธิบาย และแก้ไขปัญหาการใช้บอร์ด M3T

User is offline  
Administrator Icon
- 04-11-10 22:24 - 50 comments

...เท้าความเดิมคือทางทีมงานได้ลงความเห็นกันว่า อยากย้าย server มาไทย เลยว่าจะถือโอกาสเปลี่ยนบอร์ดจาก SMF เป็น Invision Power Board ซึ่งปัจจุบันคือ V3.0.5

...บางคนอาจจะคุ้นเคยแล้ว เพราะว่าก็ใช้กันทั่วไป แต่คนที่ยังไม่คุ้นเคยก็จะมาแนะนำวิธีการใช้งานเบื้องต้นเล็กๆ น้อยๆ ก่อน
ระหว่างนี้ก็จะทำการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสมครับ



การตั้งค่าปัจจุบัน

-สมาชิกจะแก้ไขหัวข้อกระทู้ไม่ได้

เพราะบอร์ดยี่ห้อนี้ใช้หัวข้อกระทู้เป็น url ดังนั้นลองตรวจทานดีๆ ก่อนตั้งกระทู้
แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้บอก moderator ประจำห้องแก้ให้ครับ


-PM ได้ Maximun 100 อัน
ถ้าเต็มเพื่อนจะส่ง PM เข้าหาไม่ได้

-Post รูป ให้ฝากเวบฝากรูป เพราะโฮสต์ที่น้อยต้องประหยัด <img src='http://www.mazda3thailand.com/forums/public/style_emoticons/<#EMO_DIR#>/runaway.gif' class='bbc_emoticon' alt='*runaway' />
ข้างล่างซ้ายหน้าต่างโพสต์ใส่ link เวบฝากรูปไว้แล้ว จะได้สะดวกๆ

-Reputation ให้คะแนน บวก(+)ได้วันละ 20 ลบ(-)ได้วันละ 20



-ขนาดรูปที่โพสต์/ขนาดลายเซ็นต์ ไม่เกิน 700 pixel ในความกว้าง


-ขนาด Avatar/Profile Picture กว้างxยาว 150x150 ขนาดไม่เกิน 100K

เปลี่ยน Avatar
ไปที่ My Setting -> Profile -> Change Avatar

เปลี่ยน Profile Picture
ไปที่ My Setting -> Profile -> Change Photo


...........................................................................

++ รบกวนเพื่อนๆน้องๆ สมาชิก ที่มีปัญหาไม่สามารถ ส่ง pm หรือ กระทำการ สิ่งใด ทางเทคนิค เกี่ยวกับบอร์ดไม่ได้ ช่วย capture หน้าจอ แล้วนำมาโพส ลงในกระทู้ นี้ด้วยค่ะ เพื่อให้ทาง WM สามารถตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ปัญหาให้ท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ

ขั้นตอนการส่ง pm ค่ะ


Posted Image

Posted Image

Posted Image

Posted Image

Posted Image

.................................................................

- เมื่อท่านลืม password เข้าบอร์ด ให้กดตำแหน่งตามลูกศรและทำตามขั้นตอน ระบบจะส่ง repassword เข้า เมลล์ที่ท่านระบุไว้ค่ะ :yoyo-emoticon-2-025:

Posted Image
Read 18,125 times - last comment by parp   Icon   Icon

ความรู้เรื่อง Offset หรือ (ET) และการเลือกล้อให้เหมาะสมกับรถของเราครับ!!!

User is offline  
Donut_MZ3 Icon
- 08-31-09 15:02 - 59 comments

...กระทู้นี้อาจจะยาวไปสักนิดน่ะครับ แต่อยากให้อ่าน เป็นความรู้สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าล้อที่ซื้อมาจะใส่ได้หรือไม่ และเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับรถเราครับ...

Offset คืออะไร การวัด และการแก้ไขจะทำได้อย่างไร

Posted ImagePosted Image
ออฟเซ็ต (Offset) หรือ ET  
         ออฟเซ็ต คือ ระยะห่างระหว่าง หน้าแปลนยึดดุมล้อ (Hub Mounting Surface) ภายในล้อแม็กซ์ กับขอบกระทะล้อด้านนอก นับจากจุดกึ่งกลางเป็นจุดตั้ง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
ออฟเซ็ตศูนย์ (Offset Zero)
         คือตำแหน่งยึดดุมล้ออยู่ศูนย์กลางล้อพอดี (นึกถึงถ้าเราเอาล้อแม็กซ์กว้าง 8 นิ้ว มาผ่าครึ่ง จะวัดได้จุดศูนย์กลางที่ 4 นิ้ว แล้วหน้าแปลนยึดดุมล้อด้านในอยู่ตรงที่ตำแหน่งยึดดุมล้อนั้น อยู่กลึ่งกลางพอดี) เรียกว่าออฟเซตศูนย์
ออฟเซ็คบวก ( Positive Offset)
         คือตำแหน่งยึดดุมล้อ เยื้องออกมาด้านหน้า (ด้านนอกรถ หรือด้านหน้าของแม็กซ์) เริ่มจากจุดศูนย์กลางของล้อ ถ้าหน้าแปลนยึดดุมเริ่มเดินหน้าออกมา ถือว่าเป็น ออฟเซตบวกทันที เช่นเดินหน้าออกจากจุดศูนย์กลางมา 1 มิลลิเมตร เรียก +1 ถ้าเดินหน้าออกมา 10 มิลลิเมตร เรียก + 10 หรือเดินหน้าออกมา 38 มิลิเมตรเรียก + 38 เป็นต้น สังเกตง่ายออฟเซตยิ่งติดบวกมาก ลายด้านหน้าของล้อแม็กซ์ ก็จะออกมามาก หรือแทบออกมาเสมอกับขอบล้อด้านนอกเลย
ออฟเซ็ตลบ (Negative Offset)
         ตรงข้ามกับออฟเซตบวก พวกนี้ตำแหน่งยึดดุมล้อจะถอยเข้าไปด้านในของล้อ นับจากจุดศูนย์กลางล้อ ยิ่งถอยเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดลบมากเพียงนั้น ล้อแม็คพวกนี้สังเกตได้คือ ลายด้านหน้าของแม็กซ์จะอยู่ลึกเข้าไปด้านในจากขอบล้อด้านนอก ยึ่งลึกมากยิ่งติดลบมากหรือที่เรียกๆกัน แม็กซ์ออฟลึก (โคตร) นั่นเอง

Posted ImagePosted Image

สังเกตอย่างไรว่า ล้อนั้นมีออฟเซตที่พอดีกับรถ
         ง่ายๆด้วยสายตา การมองใกล้ๆที่ซุ้มล้อ ล้อที่ใส่ยาง และเติมลมได้ในระดับพอดี จะต้องไม่มีส่วนของยาง หรือแม้แต่แก้มยาง (แลบ) เกินออกมานอกซุ้มล้อ หรือหุบหายจากซุ้มล้อมากเกินไป หรือใช้ไม้ยาวๆ หรือไม้บรรทัดทาบกับซุ้มล้อดูในแนวตั้งฉาก ถ้าออฟเซตบวกมากไป ล้อ และยางจะหุบเข้าไปในซุ้มล้อ แต่ถ้าออฟเซตบวกน้อยไปล้อ และยางก็จะยื่นออกมานอกซุ้มล้อ

วิธีดูเลข ออฟเซตของล้อ
         ล้อแม็กซ์บางรุ่น หรือเกือบทุกยี่ห้อจะกำหนดตัวเลขออฟเซ็ตมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นปั้มเป็นตัวนูนบ้าง เป็นลักษณะตอกพิมพ์ให้เกิดตัวเลข หรือเป็นสติกเกอร์แปะไว้ ซึ่งกำหนดตัวเลข เช่น Offset 42 ก็จะเป็น ET42 บ้าง +42 บ้าง หรือ 42 เฉยๆ แล้วแต่ลักษณะของบริษัทผู้ผลิตล้อ

Posted ImagePosted Image

วิธีวัดออฟเซตของล้อ
         มีส่วนมากที่ไม่มีการตีตัวเลข Offset ไว้ที่ล้อ (ปกติข้างกล่อง จะมีตัวเลข Offset , P.c.d. หรือสี มาให้ทุกกล่อง แต่ถ้ากล่องหาย หรือเป็นแม็กซ์มือสอง เรามีวิธีวัดหาค่า Offset ได้อย่างคร่าว ดังนี้
         ล้อที่ยังไม่ใส่ยางถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าล้อที่จะวัดถ้าเป็นล้อที่ใส่ยางแล้ว การถอดมาวัดด้านนอกถือว่าจะได้ความถูกต้องแม่นยำกว่า และต้องรู้ขนาดความกว้างของล้อ ที่ระบุไว้ชัดเจน หรือใช้วิธีการวัด ด้วยอุปกรณ์การวัดง่ายๆ ด้วยการหาไม้ หรือวัสดุแข็งๆมาทาบกับล้อ ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด และเครื่องคิดเลขอีกสักตัว

Posted ImagePosted Image

ตัวอย่าง
    ล้อที่ผมนำมาสาธิตเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว ความกว้างที่ระบุไว้ เป็นตัวเลขคือ 7.5 นิ้ว อยากรู้ว่า Offset มีค่าเท่ากับเท่าไร
วิธีวัด
1.ใช้ไม้ หรือวัสดุแข็งๆ ตัดทาบที่หน้าขอบด้านนอกของล้อ ทั้งด้านหน้า และหลัง อย่าให้สัมผัสกับหน้ายาง
2.วัดขนาดความกว้างรวมของล้อ ตั้งแต่ขอบกระทะด้านนอก จนถึงด้านใน มีหน่วยเป็นเซนติเมตร
3.วัดระยะห่างจากหน้าแปลนยึดดุมล้อ ด้านใน จนถึงกระทะขอบล้อด้านนอก
4.นำตัวเลขรวมความกว้างทั้งหมด ลบกับ ตัวเลขระหว่างหน้าแปลนยึดดุม มาลบ กับระยะขอบล้อของด้านที่จะวัด (เพราะปกติความกว้างของล้อจะไม่นับรวมกับ ความกว้างของขอบกระทะที่ยึดกับยาง ทั้ง 2 ด้าน)
สูตรคำนวณ
- กระทะขนาด 7.5 นิ้วหรือตามทฤษฏี = 18.8 เซนติเมตร ดังนั้น Offset Zero ของล้อจะ = 9.4 เซนติเมตร
- ขนาดที่วัดได้จริงจากขอบล้อด้านนอกถึงด้านใน = 20 เซนติเมตร
- เพื่อหาขนาดขอบล้อทั้ง 2 ด้านจะนำระยะวัดจริงลบกับระยะทางทฤษฏี แล้วหารสอง (20 – 18.8) / 2 = 0.6 เซนติเมตร เป็นค่าระยะขอบกระทะแต่ละด้าน
- วัดระยะจากหน้าแปลนยึดดุมล้อ ถึงขอบกระทะได้ = 14 เซนติเมตร
- คำนวณหาระยะ Offset = (ระยะวัดจากหน้าแปลนถึงขอบกระทะ) - (ระยะ Offset Zero) ( ระยะขอบกระทะ ) = 14 – 9.4 – 0.6 = 4 เซนติเมตร
***ดังนั้น Offset ของล้อวงนี้จะออกจากจุด Offset Zero ไปด้านนอก หรือ ติดบวก 4 เซนติเมตร หรือ 40 มิลิเมตร จึงเรียกได้ว่า Offset + 40 นั่นเอง

Posted ImagePosted Image

ตัวอย่างวิธีแก้ไข กรณีที่ Offset ไม่พอดี

ล้อหุบมากเกินไป (ออฟเซ็ตติดบวกมากไป) วิธีแก้ไข
1.เสริมสเปเซอร์
    ถ้าระยะไม่มากซัก 1 - 2 เซนติเมตร มักจะใช้เป็นสเปเซอร์แบบอลูมิเนียมเจาะรู เสริมวางเข้าไปก่อน แล้วนำล้อมาใส่ ไขน๊อตติดให้แน่น สังเกตถ้าน็อตล้อสั้นเกินไป ต้องเปลี่ยนน็อตล้อให้ยาวขึ้นเพื่อป้องกันน็อตล้อหลุด ข้อดีคือง่าย และ ประหยัด ข้อเสียคือ เซนเตอร์ล้ออาจผิดพลาด สเปเซอร์แบบอลูมิเนียมมักเกิดอาการยุบ ล้ออาจเกิดอาการแกว่ง พวงมาลัยสั่น ศูนย์ล้อไม่ได้ หรือกลึงเป็นสเปเซอร์เหล็กถือว่าดีกว่า
2 . ต่ออแดปเตอร์
    ถ้าระยะห่างเกิน 2 เซนติเมตรขึ้นไป วิธีที่ดีคงต้องใช้ อแดปเตอร์มาไขติดกับดุมล้อของรถชั้นหนึ่งก่อน ต้องสังเกตุให้ดีว่าน็อตล้อนั้น ยื่นออกมาเกินอแดปเตอร์หรือไม่ ถ้าเกินต้องตัดน็อตให้สั้นลงเพื่อไม่ให้ไปติด หรือชนกับล้อแม็ค เหยียบเบรกไขน็อตยึดอแดปเตอร์ให้แน่นเท่ากันทุกตัวทั้ง 4 ล้อ แล้วจึงไขล้อติดกับอแดปเตอร์อีกครั้ง เลือกใช้ได้ทั้งอแดปเตอร์เหล็ก หรืออลูมิเนียมเกรดสูง หรือใช้อแดปเตอร์ที่สามารถเปลี่ยน PCD หรือระยะรูน๊อตล้อได้ในตัว การใช้อแดปเตอร์ถ้าเป็นแบบเหล็กกลึงขึ้นรูป คุณภาพต้องฝากไว้กับทางผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นลักษณะสั่งกลึงให้มีบ่ารับดุมล้อ และล้อแม็กซ์จะช่วยให้ได้เซนเตอร์มากขึ้น แต่ถ้าอแดปเตอร์มีความหนามาก จะทำให้มีน้ำหนักมาก เป็นภาระของช่วงล่าง และเครื่องยนต์ อะแดปเตอร์แบบอลูมิเนียมเกรดสูง ถือว่าน่าเลือกใช้กว่า แต่ราคาสูง หรือถ้าราคาถูกหน่อยคงต้องเป็นมือสองจากนอก การใส่อแดปเตอร์ถ้าเป็นไปได้ เมื่อใช้งานได้สักระยะควรถอดล้อออกมา แล้วไล่อัดไขน็อตอีกครั้งหนึ่ง

Posted Image

ออฟเซ็ตติดลบมากไป (ล้อถ่างออกนอกซุ้มล้อ) วิธีแก้ไข
1. เจียร หรือพับขอบซุ้มล้อ
    เป็นวิธีแก้ไขในกรณีที่ล้อไม่ถ่างออกมามากเกินไป หรือเวลาวิ่งตรงไม่ติด แต่พอขึ้นเนิน เลี้ยว หรือบรรทุกหนักแล้วติด การพับซุ้มถือเป็นวิธีที่นิยมกันมาก แต่ต้องเป็นร้านที่มีฝีมือ เพราะถ้าสีเกิดเสียหายค่าทำสีจะแพงกว่าหลายเท่า แต่วิธีเจียรซุ้มเป็นวิธีที่ง่ายประหยัดกว่า แต่ข้อเสียคือ ซุ้มล้อจะไม่แข็งแรง ยืนพิงเบาๆก็อาจจะยุบได้ หรือถ้าไม่ป้องกันสนิม ซุ้มล้อจะผุอย่างรวดเร็ว
2. ขยายซุ้มล้อ หรือ Wide Body
    การทำให้ซุ้มล้อกว้างขึ้น ถือเป็นวิธีที่ผู้ผลิตยังใช้กัน เป็นงานที่ต้องลงทุนทุบตัวถัง หรือตัดซุ้มล้อใหม่ให้กว้างขึ้น แล้วทำสี เป็นงานที่ลงทุนมาก แต่ก็ให้ความสวยงามมากขึ้น
3. โป่งล้อ หรือ Over Fender
    เป็นลักษณะโป่งพลาสติก หรือไฟเบอร์เย็บติดกับซุ้มล้อ เป็นวิธีที่นิยมกันมากในหมู่รถพวก 4X4 จนถึงรถระดับแข่งขัน Circuit
4. ซื้อล้อใหม่ คงไม่ต้องอธิบายกันมากนะครับ

Posted Image

ทำไมรถแข่งทางตรงถึงใช้ ล้อออฟลึกมากๆ
    พวกรถแข่งทางตรงพวกนี้มีแรงม้าสูง ยางที่ใช้ขนาด 335 – 355 นู่น ล้อก็ขนาด 10 นิ้ว – 12 นิ้ว หรือที่เรียกว่า Drag Slick ยางพวกนี้นับความกว้างที่หน้ายางกันเป็นนิ้ว เช่น 10.5 , 12.5 นิ้ว แถมเพลาท้ายของพวกรถ Drag จะสั้นกว่ามาก เน้นการส่งกำลังอย่างรวดเร็ว ลดปัญหาเพลาขาด จึงต้องใช้ล้อออฟลึก (โคตรๆ) มาใส่เพื่อให้ล้อยื่นออกมาพอดีกับตัวถังรถ

เวลาโหลดรถแล้วล้อจะไม่ติดซุ้ม ออฟเซตเปลี่ยนหรือไม่
การโหลดรถไม่ได้เป็นการทำให้ ออฟเซตล้อเปลี่ยน แต่เป็นการทำให้มุม Camber เปลี่ยนไป ล้อจะมีการเอียงเข้าหาซุ้มล้อ บางครั้งล้อที่ออฟเซตลึก ทำให้ล้อยื่นออกมาด้านนอกซุ้มเล็กน้อย แต่พอโหลดรถ ล้อกลับเอียงหลบซุ้มได้พอดี ผลมาจากมุม Camber ที่เกิดจากองศาของปีกนกล่างนั่นเอง การเลือกล้อถ่างเพื่อโหลด แล้วหลบซุ้ม ต้องคำนึงถึงช่วงล่างว่าเป็นระบบไหน ถ้าเป็น Double Wishbone มุม Camber จะเปลี่ยนน้อยมาก แต่ถ้าเป็นแบบ Macpherson Sturts มุม Camber จะเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า แต่อย่าลืมการที่ล้อเอียง จะเป็นการทำให้ยางสึกหรอไม่เท่ากัน การเกาะถนนไม่ดี ยังไงการเลือก Offset ให้พอดี พอโหลดรถแล้ว ก็ปรับมุม Camber ให้กลับมาตามเดิมถือว่าย่อมดีกว่า

Posted ImagePosted Image
ออฟลึก ออฟตื้น มีผลกับช่วงล่างอย่างไร
    พวกแม็กซ์ออฟลึกๆ หรือล้อถ่างออกมาด้านนอก จะมีแรงกระทำต่อลูกปืนล้อ ลูกหมาก มากกว่า (คล้ายคานกระดกที่ย้ายน้ำหนักไปอยู่ด้านปลายมากขึ้น) เป็นการบั่นทอนอายุการใช้งานของพวกช่วงล่าง แต่ให้ผลทางด้านการเกาะถนนเพิ่มขึ้น ต่างจากพวกออฟตื้นพวกนี้มีผลต่อช่วงล่างน้อยกว่า อายุการใช้งานของช่วงล่างยาวนานกว่า
เลือกออฟเซต ล้อหน้า – หลังต่างกัน แล้วจะเป็นอย่างไร
    พวกล้อหน้าหุบๆ ล้อหลังถ่าง ถ้าเป็นในขณะที่รถวิ่งตรงๆ ก็ยังไม่เป็นไร แต่จะมีผลตอนเข้าโค้ง มีผลทำให้มุมการเข้าโค้งไม่เท่ากัน รถอาจจะเกิดการ Under Steer หรือ Over Steer หรือเข้าโค้งได้ง่าย ออกโค้งได้ยาก ล้วนมีผลทั้งหมด ยิ่งต่างกันมาก จะมีผลมาก
จะเลือก Offset ยังไงให้พอดีกับรถ
    ก่อนที่เราจะซื้อล้อแม็กซ์งามๆมาใส่รถซักชุด ต้องแน่ใจก่อนว่า รถที่เราใช้อยู่กำหนดค่าออฟเซ็ตจากโรงงานมาเท่าไร แม้ว่าล้อเดิมจะกว้างเพียง 6 นิ้ว แต่พอซื้อล้อใหม่ขนาด 7 หรือ 8 นิ้ว Offset ของล้อใหม่ ก็ควรอยู่ในตำแหน่งที่โรงงานกำหนด แต่ถ้าเราซื้อล้อที่มีขนาดเกิน 8- 9 นิ้ว ใน Offset เท่าเดิม ล้ออาจจะกว้างเกินออกมานอกซุ้ม เนื่องจากความกว้างของล้อที่เพิ่มขึ้น การขยับ Offset ก็จะเกิดขึ้น เช่นให้ Offset มีค่า บวกน้อยลง แต่ต้องไม่มากจนยางถอยเข้าไปติดกับช่วงล่าง หรือสายอ่อนเบรก รวมถึงการเปลี่ยนช่วงล่างเช่น คานหน้า ปีกนก หรือ แม้แต่คานหลังให้กับรถ พวกนี้จะทำให้การเลือก Offset เปลี่ยนแปลงไปตลอด จึงต้องมีการคำนวณหาระยะของ Offset และต้องทราบขนาดของ Offset ของล้อที่พอดีกับรถ และช่วงล่างที่เปลี่ยนมาใหม่ด้วยครับ
Posted Image
Read 33,087 times - last comment by atty   Icon   Icon

(กลับมาอีกครั้ง) ความรู้สนุกๆ เกี่ยวกับ Spoiller ฯ

User is offline  
***shokun*** Icon
- 08-21-09 03:43 - 35 comments

*happy  ย้อนรอยเอามาจากข้อมูลในคลังสต๊อกเก่าของผม
เลยไม่ทราบแหล่งที่มา

*correct  ผู้ทำอธิบายพร้อมภาพ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ



Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image

*happy  พักสายตาครู๋

Posted Image


*correct

Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  Posted Image  

Posted Image





Read 40,639 times - last comment by speed_ae   Icon   Icon

Mazda3 1.6 ลงเครื่อง 2.3 ได้มั้ย?...ที่นี่มีคำตอบ^^

User is offline  
Mocha Icon
- 08-10-09 21:13 - 235 comments

* บางที เวปฝากรูปมันเน่า ภาพจะไม่ขึ้นนะครับ  :bath:


จาก Mazda3 1.6 4D ปี 2006 คับ

Posted Image

มีเหตุทำให้ต้องผ่าตัดกันสักหน่อย บ๊ายบาย 1.6 :TLC_36-20080502_yoyo:

Posted Image

กับหัวใจดวงใหม่ L3 2.3 :yoyo-emoticon-2-025:  

Posted Image

จัดไปชัดๆ :TLC_076-20080430_YoYoXiXi:

Posted Image

ด้านหลัง

Posted Image

ด้านล่าง

Posted Image

มาพร้อมไมล์เรื่องแสง 180 ใครวิ่ง 181 ก้อแซงไป :yoyo-emoticon-2-051:

Posted Image

จากวิกฤตเป็นโอกาส จึงเปนโฉมนี้ไปแล้ว :yoyo-emoticon-1-011:

Posted Image

มาดูรายละเอียดกัน :th_096_K:

มีไม่กี่อย่างที่ตัว 1.6 ใช้ร่วมกันได้นะคับ แต่ถ้าเครื่อง 2.0 จะแปลงน้อยกว่ามาก แทบจะยกแค่เครื่องมาวางเท่านั้น

ผมยกแพล่างทั้งชุด ของ 2.3 มาเลย ไปถึงโช๊คและเบรคของ 2.3 มาทั้งหมด ( 2.0 ใช้ของเดิมได้)

จะเหลือไว้น่าจะแค่ ชุดหม้อลมเบรค และ พวกหม้อน้ำ พัดลม แผงคอนเดนเซ่อที่อยู่ด้านหน้า

Posted Image

ชุดพวงมาลัยพาวเวอร์ เปลี่ยนใหม่คับ เป็นไฟฟ้าเหมือน 2.0

Posted Image

ท่อไอเสีย ต้องเปลี่ยนคับ 1.6 เล็กไป ระบายไม่ทัน ผมใช้ 2.3 ซึ่งก้อเหมือนของ 2.0 เลย

อันนี้ 1.6ของเดิม

Posted Image

อันนี้ของ 2.3 คับ

Posted Image

ดูดีๆยางแท่นเครื่องตัวหน้า ใช้ของ 2.0 ไม่ได้นะคับ 2.3 จะสูงกว่านิดนึง แต่อีก 2 ตัว ใช้ของ 2.0 ได้

Posted Image

และสายพานหน้าเครื่อง จะยาวกว่า 2.0 นิดนึงเช่นกัน ในรูปเปนสายพาน 2.0 จะเห็นว่ามันดึงอยู่ แต่ผมสั่งตรงรุ่นไปละ รอของมาเปลี่ยนอยู่คับ

Posted Image


ใช้มาแล้ว เกือบ 30,000 โล ถามว่า วางเครื่องแล้วจบมั้ย?

ขอตอบว่า จบ นะคับ เพราะมันเป็นเครื่องตรงรุ่นของ 3 ปัญหาวุ่นวายไม่มี อะไหล่ 2.0 หลายชิ้นใช้กันได้

แต่ต้องดูแลมันด้วย ของมันมามือ 2 อะไรที่เราเปลี่ยนใหม่ได้ ก้อควรเปลี่ยนซะนะคับ

ที่ผมจับเปลี่ยนใหม่ไปแล้ว ที่เกี่ยวกับเครื่องนะคับ มี ยางแท่นเครื่องทั้ง 3 ตัว กับหัวเทียน

และลูกรอกสายพาน (อันนี้เข้าใจผิด จิงๆเปนเพราะสายพานผิดเบอร์ มันสั้นไป)

และที่ทำเพิ่ม ก้อล้างพวกปีกผีเสื้อ , o2 sensor , air flow sensor

สิ่งที่ได้รับ อัตราเร่งที่ทันใจกว่าเดิม และพลังที่มากกว่าเดิม 1.6 มากมาย พอใจกับเครื่องตัวนี้คับ :cici-emoticon-020:



ข้อมูลแบบนี้ หาได้ที่ mazda3thailand.com คับ :th_113_:


ผมรวบรวมไว้ให้ REPLY แรกเลย จะได้สะดวกอ่านนะคับ :yoyo-emoticon-2-043:
Read 76,856 times - last comment by sayi   Icon   Icon

แนะนำตัวกันหน่อยครับ แบบเป็นทางการ เพ

User is offline  
darth vader Icon
- 07-08-09 16:51 - 673 comments

อยากให้แนะนำตัวกันแบบเป็นทางการ อ่ะครับ แนะนำแยกย่อยกระทู้ผมตามอ่านไม่หมดเลยไม่รู้ใครเป็นใคร  *dizzy
ขอให้เป็นการแนะนำตัวอย่างเดียวเด้อครับ เวลาดูจะได้ไม่มึนกัน อิอิ

เริ่มที่ผมก่อนนะครับ

log in - darth vader

ชื่อเล่น - เดียร์ หม่ำ darth deomaster deo แล้วแต่จะเรียกตามอัธยาศรัยครับ

รถ - ใช้ยาริสครับ (จะแต่งให้เหมือนลายเซนต์)
Read 95,750 times - last comment by rajab4xe@hotmail.com   Icon   Icon

Icon Online Users

1 members, 188 visitors and 0 anonymous users

Google, angle001, Yahoo


October 2017

  S M T W T F S
Icon
Icon 1 2 3 4 5 6 7
Icon 8 9 10 11 12 13 14
Icon 15 16 17 18 19 20 21
Icon 22 23 24 25 26 27 28
Icon 29 30 31

Icon Latest Discussions




         

Website Counter